คำปรารภ

ชุมนุมสมุนไพรในบล๊อกของข้าพเจ้านี้ ได้นำบทความจากคอลัมน์ "เกษตรกรบนแผ่นกระดาษ" โดย นายเกษตร ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งข้าพเจ้าชอบคอลัมน์นี้มาก จึงตัดเอามาพิมพ์และแปะไว้ในสมุดหลายเล่ม และอยากจะนำมาเผยแพร่ในบล๊อก จึงขออนุญาตท่านนายเกษตรจากบล๊อกนี้ เนื่องจากข้าพเจ้าไม่รู้จะติดต่อขออนุญาตท่านได้อย่างไร ข้าพเจ้าจึงขอขอบคุณท่านมาก และยังได้นำสูตรที่ท่านให้ไว้นำไปทำรับประทานและได้ผลค่อนข้างดีมาก

อักษร บ - ม

ใบรางจืดเถาใบเตยหอม แก้ปวดข้อปวดกระดูก
ใบรางจืดเถา
      คน เป็นโรค ปวดตามข้อและปวดกระดูกกันเยอะ เป็นแล้วทรมานมาก โดยเฉพาะคนมีอายุ ซึ่งในทางสมุนไพรมีวิธีรักษาได้คือ เอาใบสดหรือใบแห้งของ "รางจืดเถา" กับใบของ "เตยหอม" กะจำนวนพอเหมาะเท่ากัน หากเป็นแบบแห้งมากหน่อย ต้มน้ำรวมกันจนเดือดดื่มขณะอุ่นต่างน้ำชาทั้งวัน หรือดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารเช้าเย็น ต้มดื่มเป็นประจำไม่มีอันตรายอะไร จะช่วยให้อาการปวดดีขึ้นและหายได้ ส่วนใคร ที่เพิ่งเป็นโรค "รูมาตอยด์" ใส่ใบ "มะรุม" ลงไปด้วยเล็กน้อยดื่มจะทำให้หายปวดได้เช่นกัน
ใบเตยหอม      รางจืด หรือ MILLETIA KITYANA อยู่ในวงศ์ PAPICIONEAE เป็นไม้เถาเลื้อย มีสรรพคุณทางยา เถารสเย็นถอนพิษยาเบื่อเมา ปรุงเป็นยาเขียวถอนพิษไข้ พิษทั้งปวง รากและเถารับประทานเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษร้อนทั้งปวง มีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง
      เตยหอม หรือ PANDANUS ODORUS อยู่ในวงศ์ PANDANACEAE เป็นไม้น้ำชนิดหนึ่ง ใบสีเขียวเกลี้ยง มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นดอกขจร หรือดอกข้าวสาร และดอกชำมะนาด ใบรองก้นหวดนึ่งข้าวเหนียวจนสุกจะทำให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทานมาก ใบสดบุบพอช้ำใส่กระทะน้ำตาลปีบละลายน้ำเคี่ยวจนเดือดจะมีกลิ่นหอมขายเป็นน้ำตาลสดได้ สรรพคุณทางยา "เตยหอม" รสเย็นหอม บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ซึ่งการทำ "ข้าวกระ-ยาคู" ที่ใช้ข้าวน้ำนมและนมสด เวลาทำขาดใบ "เตยหอม" ไม่ได้ เมื่อคนไข้หรือคนป่วยรับประทานจะทำให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจผ่องใส ส่วนต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะพิการดีมาก เมื่อนำใบของทั้ง 2 ชนิดต้มรวมกันดื่มจะเป็นยาแก้ปวดข้อปวดกระดูกดีมาก
ใบเตยหอมใบรางจืด แก้หินปูนเกาะตามข้อ

      สูตรดังกล่าวมีวิธีทำแบบง่ายๆ คือ ให้เอาใบสด ของ เตยหอมจำนวน 5 ใบ กับ ใบสด ของ รางจืด” 5 ใบเช่นเดียวกัน ล้างน้ำให้สะอาดต้มกับน้ำ 1 ลิตร รวมกันจนเดือดดื่มครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เมื่อต้มดื่ม ครบ 7 วัน จะสังเกตได้ว่า ตัวเบา หรือตัวโล่งขึ้น ตาม ข้อไม่ขัดหรือจะมีอาการปวดน้อยลง ให้ทำกินอาทิตย์เว้นอาทิตย์ หากหายเป็นปกติแล้วสามารถหยุดต้มดื่มได้ มีอาการอีกเมื่อไหร่ต้มดื่มได้อีกไม่มีอันตรายอะไร
      เตยหอม หรือ PANDANUS ODORUS อยู่ในวงศ์ PANDANACEAE มีต้นและใบขายทั่วไป ใบสดต้มน้ำดื่มบำรุงหัวใจทำให้จิตใจผ่องใส  ต้นกับรากต้มน้ำดื่มขับปัสสาวะ แก้กษัยน้ำเบาพิการ
      รางจืด หรือ THUNBERGIA  LAURIFOLIA LINN. อยู่ในวงศ์ THUNBERGIACEAE มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง คุณพร้อมพันธุ์ราคาสอบถามกันเอง ใบสดตำคั้นน้ำกินแก้ไข้ ถอนพิษ ต่างๆ มีการทดลองฤทธิ์ลดไข้ในหนูขาว ได้ผลดี รวมทั้งถอนพิษจากยาฆ่าแมลง โพลิดอล ในสัตว์ได้ผลพอควร จึงสรุปได้ว่า อาจใช้น้ำคั้น
สดให้ผู้ป่วยดื่มเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลได้ แต่จะไม่ให้ผลในการกินเพื่อป้องกันก่อนสัมผัสยาฆ่าแมลง

ใบกระเทียม ขับเสมหะดี

ใบกระเทียม

      สูตร สมุนไพรที่ใช้สำหรับละลายเสมหะ หรือขับเสมหะมีหลายสูตร เคยเสนอในคอลัมน์ไปบ้างแล้ว อยู่ที่ว่าใครใช้สูตรไหนดีก็ใช้สูตรนั้นต่อไป ส่วน "ใบกระเทียม" เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ขับเสมหะมาแต่
      โบราณและได้ผลดีมาก โดยเอา "ใบกระเทียม" แบบสดรวมทั้งราก มีวางขายตามตลาดสดทั่วไป แต่จะมีเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น กะจำนวนตามต้องการหรือพอประมาณ ล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นต้มกับน้ำ 1 ลิตร หรือมากกว่าก็ได้ จนเดือดดื่มขณะอุ่น วันละ 2 เวลา ครั้งละ  1  แก้ว  ตอนเช้าหลังอาหาร  และก่อนนอน  จะช่วยขับเสมหะหรือทำให้เสมหะในลำคอแห้งได้ดีมาก สูตรนี้สามารถต้มดื่มได้เรื่อยๆ
      กระเทียม หรือ ALLIUM  SATIVUM LINN. อยู่ในวงศ์ ALLIACEAE มีสรรพคุณทางยาคือ ใบ รสร้อนฉุนทำให้เสมหะแห้ง กระจายโลหิต แก้ลมปวดบวมในท้อง หัว แก้ไอ แก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน แก้แผลเน่า เนื้อร้าย บำรุงธาตุ ขับโลหิตระดู แก้โรคประสาท แก้ปวดหู หูอื้อ ระบายพิษไข้ แก้ริดสีดวงงอก ขับพยาธิในท้อง แก้อืด แก้ลมเข้าข้อ บำรุงปอด แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้สะอึกได้
      อย่างไรก็ตาม บางคนอาจดื่มน้ำที่ต้มของ "ใบกระเทียม" ไม่ได้ เนื่องจากมีรสชาติและกลิ่นฉุนแรงแปลกๆ เรื่องนี้ถ้าต้องการจะให้เสมหะแห้ง หรือถูกขับออกจากลำคอและทำให้หายใจสะดวกขึ้นก็ต้องฝืนดื่มให้ได้ เพราะอะไรที่ยากๆมักมีประโยชน์มหาศาล

เบญจโลกวิเชียร แก้โรคชิคุนกุนยา

เบญจโลกวิเชียร
      โรคชิคุนกุนยา หรือ โรคปวดข้อยุงลาย เป็นแล้วจะปวดทั้งตัว กล้ามเนื้อไม่มีเรี่ยวแรง ทำงานไม่ได้ อยากนอนอย่างเดียว ใน ทางสมุนไพรมีสูตร "เบญจโลกวิเชียร" หรือหมอยาไทยชอบเรียกว่า "ยาห้าราก" รักษา ให้หายได้ โดย เอา ราก ของสมุนไพร 5 ชนิด มี รากคนฑา รากชิงซี่ รากย่านาง รากท้าวยายม่อม และ รากมะเดื่อชุมพร จำนวน 15 กรัมเท่ากัน ต้มกับน้ำกะพอประมาณจนเดือด ดื่ม 3 ใน 4 ส่วนของแก้ว ก่อนอาหาร 3 มื้อ ประมาณ 1 อาทิตย์อาการจะหาย หรือรากทั้ง 5 ตากแห้งบดบรรจุแคปซูล กินครั้งละ 5 แคปซูล ก่อนอาหารเหมือนกัน มีสรรพคุณเช่นเดียวกัน ผง ที่บดยังผสมน้ำเย็นทาบริเวณที่เป็นตุ่มแดงที่เกิดจากพิษชิคุนกุนยาทำให้แห้งหายไม่เป็นแผลเป็นได้ด้วย
      มะเดื่อชุมพร อยู่ในวงศ์ MORACEAE ราก ต้มดื่มกระทุ้งพิษ "ท้าวยายม่อม" วงศ์  VERBENACEAE ราก ขับเสมหะ ดับพิษไข้ แก้ร้อนใน "ชิงซี่" วงศ์ CAPPARIDACEAE ราก ขับลม รักษามะเร็ง "คนฑา" วงศ์  SIMAROUBACEAE ราก ต้มดื่มรักษาอาการไข้เพื่อเส้นไข้พิษต่าง "ย่านาง" วงศ์ MENISPERMACEAE ราก ต้มกินแก้อีสุกอีใส ตุ่มตามร่างกาย และขับพิษดีมาก ซึ่งสมุนไพรทั้ง 5 ชนิด มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ เกือบทุกชนิด ยกเว้น "ย่านาง" ที่โครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง
ใบหม่อน-มะละกอ ล้างไขมันลำไส้
ใบหม่อน
      ไขมัน ที่เคลือบอยู่ตามผนังลำไส้สามารถล้างออกได้ด้วยวิธีธรรมชาติแบบง่ายๆ คือ ให้เอา "ใบหม่อน" แบบแห้งจำนวน 15 กรัม กับผล "มะละกอ" ดิบ ผ่าขวางครึ่งผลเล็กหรือใหญ่แล้วแต่จะซื้อหาได้ จากนั้นนำเอาทั้ง 2 อย่างไปต้มกับน้ำสะอาดกะจำนวนพอเหมาะจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่นครั้งละครึ่งแก้ว 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ต้มดื่มทุกวันไม่มีอันตรายอะไร จะช่วยทำหน้าที่ละลายไขมันที่เคลือบอยู่ตามผนังลำไส้ และช่วยดูดซับไขมันส่วนที่ไม่มีประโยชน์ได้ดีมาก
      หม่อน หรือ WHITE MULBERRY, MUL-BERRY TREE, MORUS ALBA LINN. อยู่ในวงศ์ MORACEAE ประโยชน์ทางอาหาร ยอดอ่อนใส่แกงแทนผงชูรส  ผลรสอมเปรี้ยวทำแยม  ไวน์  ใบเลี้ยงตัวไหม ปลาดุก  ทำชาใบหม่อน สรรพคุณทางสมุนไพร ใบแก้ไอ ระงับประสาท  หรือต้มเอาน้ำล้างตา  แก้ตาแดง  ตาแฉะ หรือตาฝ้าฟาง  ต้นและใบแห้งมีขาย  ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง
       มะละกอ หรือ CARICA PAPAYA  LINN. อยู่ในวงศ์ CARICACEAE มีผลวางขายตามตลาดสดทั่วไป  ประโยชน์ทางอาหาร ใบกินกับตำกล้วยตานี เมี่ยง ผลใช้ตำส้มตำ แกง นึ่ง สรรพคุณทางยา ยางใช้กัดหูด ตาปลา และเป็นยาระบาย เมล็ดสด กินแก้ลมเดิน ขับลม แต่ผลงานวิจัยระบุว่า เมล็ดสดหากกินมากๆ จะก่อให้เกิดมะเร็งได้ การใช้สอยอื่นๆ ยางใช้หมักไก่ ต้มเนื้อให้ยุ่ย ทำครีมทากันส้นเท้าแตก  ใช้ซักผ้าแต่มีข้อยกเว้นซักผ้าห่มไม่ได้
ใบหม่อน ขับสารพิษลดเบาหวาน

      ใบหม่อนกับสูตรเพื่อสุขภาพแบบธรรมชาติให้ไปปฏิบัติง่ายๆคือ ให้เอา ใบหม่อนสด จำนวน 5-6 ใบ ไม่อ่อนและแก่เกินไป ล้างน้ำให้สะอาด ปั่นกับน้ำสะอาด 2 แก้ว จนละเอียดแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเอาเฉพาะน้ำ แบ่งดื่มวันละ 2 เวลา ตอนไหนก็ได้ จะช่วยขับสารพิษจากร่างกายและลดเบาหวานได้ สามารถทำรับประทานได้ตลอดไม่มีอันตรายอะไร สูตรนี้เป็นสูตรธรรมชาติ นิยมมากในปัจจุบัน
        หม่อน หรือ MORUS ALBA LINN. อยู่ในวงศ์ MORACEAE มีต้นขายทั่วไปที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ประโยชน์ทางอาหาร ยอดอ่อน ลูกอ่อน ต้มส้มปลาสด ลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก สรรพคุณทางยา ใบรสฝาดขมเล็กน้อย ต้มดื่มต่างน้ำชาแก้ไอ ตัวร้อน แก้กระหายน้ำ แก้เจ็บคอ ระงับประสาท ต้มน้ำล้างตาแก้ตาแดง ตาแฉะ ตาฝ้าฟาง ดื่มลดน้ำตาลในเลือดหรือเบาหวานได้ ดื่มประจำบำรุงผิว แก้อาการปวดศีรษะ ตาลาย เวียนศีรษะ ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต ผล กินทำให้ชุ่มคอ บำรุงไต แก้ผมหงอกก่อนวัย ช่วยให้นอนหลับ ระบายท้อง แก้โรครูมาติก ประโยชน์อย่างอื่น ใบใช้เลี้ยงตัวไหม ปลาดุก ทำใบชาหม่อน ทำแยม และไวน์ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
บอระเพ็ด กับสรรพคุณทางยา
บอระเพ็ด
      มีคน จำนวนมากที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรขอให้ช่วยเสนอสรรพคุณของ "บอระเพ็ด" ว่าเป็นอย่างไร เพราะในปัจจุบันได้ยินคนพูดกันมากว่า "บอระเพ็ด" แก้โรคเบาหวานให้หายขาดได้ จึงอยากทราบว่าสรรพคุณที่แท้จริงในตำรายาแผนไทยระบุไว้แบบไหน ซึ่งผมเคยเขียนถึง "บอระเพ็ด" ไปหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยแจ้งว่าแก้โรคเบาหวานได้ อาจเป็นไปได้ว่าเถาหรือต้น "บอระเพ็ด" มีรสขมจัดจึงเชื่อว่ากินแล้วแก้โรคเบาหวานได้
      ในตำรายาแผนไทย ระบุสรรพคุณของ "บอระ-เพ็ด" เอาไว้คือ เถา หรือต้น ใช้เป็นยาแก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน โดยเอาเถาหรือต้นสดขนาดยาวประมาณ 2 คืบมือผู้ใหญ่ หรือประมาณ 30-40 กรัม ต้มเอาเฉพาะน้ำดื่ม หรือต้มเคี่ยวกับน้ำ 3 ลิตร จนเหลือ 1 ลิตร ดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้ากับเย็น หรือเมื่อมีอาการไข้จะช่วยให้หายไข้และเนื้อเย็นได้ นอกจากนั้น ยังใช้เป็นยาขมช่วยเจริญอาหารได้ด้วย ผลแก้เสมหะเป็นพิษ รากแก้ไข้พิษอย่างแรง ไม่มีการระบุว่าแก้โรคเบาหวานเลย แต่หากใครรับประทาน "บอระเพ็ด"  แล้วเชื่อว่าทำให้เบาหวานหายได้ก็ต้องพิจารณาดู
      ปัจจุบัน องค์การเภสัชกรรมได้นำเอา "บอระเพ็ด" ไปผลิตเป็นทิงเจอร์บอระเพ็ด เพื่อใช้แทน TIN CTURE  GENTIAN ซึ่งเป็นส่วนผสมของยาธาตุที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและการทดลองในสัตว์พบว่าน้ำสกัดจากเถา "บอระเพ็ด" สามารถลดไข้ได้ บอระเพ็ด  หรือ  TINOSPORA CRISPA (L.) MIERS EX HOOK.FET THOMS อยู่ในวงศ์ MENISPERMACEAE เป็นไม้เถาเลื้อย มีลักษณะต้นคล้ายต้นชิงช้าชาลีมาก จะแตกต่างกันที่เถามีขนาดใหญ่กว่า มีปุ่มปมมากกว่า เถาหรือต้นมีรสขมกว่า และจะไม่มีปุ่มใกล้ฐานใบ ต้นหรือเถาสามารถเลื้อยได้ไกลกว่า 5 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงสลับตามลำต้นเป็นกระจุก 1-3 ใบ ก้านใบยาว สีเขียว ใบเป็นรูปหัวใจ ปลายแหลม โคนเว้าลึก
ดอก ออกเป็นช่อตามเถาหรือลำต้น ดอกขนาดเล็ก สีเหลืองอมเขียว มีกลีบดอก 4 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 6 อัน ปลายเกสรเป็นตุ่มเห็นชัดเจน "ผล" กลม รสขม ดอกออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำต้น นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นยาตามบ้าน ตามสวนสมุนไพรทั่วไป มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ โครงการ 3 แผง "เจ๊ติ่ม" ราคาสอบถามกันเองครับ.
ใบยอบ้าน  แก้ฝีหนามกระจกตำฝังเนื้อ
ใบยอบ้าน
       สูตรนี้ นิยมใช้มาแต่โบราณ เวลาใครเป็นฝีหรือถูกหนามถูกกระจกตำแล้วเศษหนามเศษกระจกฝังในเนื้อเอาออกไม่ได้ ให้เอา "ใบยอบ้าน" แบบสด 5 ใบ เกลือตัวผู้ หมายถึงเกลือที่เป็นเกล็ดใหญ่ๆยังไม่ได้ฟอกหรือทำให้เป็นเม็ดเล็กๆ มีวางขายเป็นกระสอบข้างทางริมนาเกลือแถบ จ.สมุทรสงคราม หรือตลาดนัด อ.ต.ก. จำนวน 1 ช้อนชา และ ข้าวสุกข้าวสวย 3 ช้อนโต๊ะ โขลกรวมกันนำไปพอกบริเวณที่เป็นฝี บริเวณที่ถูกหนามตำหรือถูกกระจกตำเศษหนามเศษกระจกฝังในเนื้อ โดยก่อนจะพอกให้ใช้เข็มสะกิดเปิดปากฝีหรือปากแผลให้เปิดเป็นรูเสียก่อน เมื่อพอกยาได้ประมาณ 3-5 นาที ตัวยาจะออกฤทธิ์ดูดเอาหนองหัวฝีออกและควรพอกทิ้งไว้ทั้งวัน ส่วนหนามตำ กระจกตำ ตัวยาก็จะช่วยดูดเอาเศษหนามเศษกระจกที่ฝังในเนื้อออกมาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นฝีหนองหัวใหญ่ๆ ต้องกินยาแก้ อักเสบด้วย
       ยอบ้าน หรือ MORINDA CITRIFOLIA LINN. อยู่ในวงศ์ RUBIACEAE ประโยชน์ทางยา ต้น ผสมสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณโรค ใบ คั้นเอานํ้าสระผมแก้เหา ทาแก้โรคเกาต์ ปวดตามข้อเล็กๆ ตามนิ้วมือนิ้วเท้า ผล กินเป็นยาบำรุงธาตุ เจริญอาหาร ฟอกเลือด ขับนํ้าคาวปลา แก้เสียงแหบแห้ง แก้กษัย ราก เป็นยาระบาย ผลดิบเผาไฟใส่เกลือเล็กน้อยใช้อมเป็นยาแก้เหงือกเปื่อย ถ่านของใบ "ยอบ้าน" ต้มกับผงมาสตาดพอควรใช้เป็นยาแก้โรคท้องร่วงในเด็กดีมาก ผลสุกกลิ่นฉุนแรงมาก สมัยก่อนผู้เฒ่าผู้แก่เอาไปโขลกใส่เกลือผสมนํ้าผึ้งพอประมาณปั้นเป็นลูกกลอนโตเท่าผลพุทรากินครั้งละ 1-2 ก้อนเป็นยาขับผายลมในลำไส้ได้
บัวสันโดดจิ๋ว หายาก
บัวสันโดดจิ๋ว
      โดยปกติ บัวสันโดดจะมีด้วยกัน 3 ชนิด คือชนิดใบมีลายประสีน้ำตาลแดง กับชนิดใบรูปทรงกลมสีเขียว และชนิดใบลักษณะคล้ายพัดจีน ซึ่งทั้ง 3 ชนิด ที่กล่าวถึงนี้ใบจะมีขนาดใหญ่โตเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ มีหัวโตเต็มที่ประมาณผลมะนาว มีวิวัฒนาการเจริญเติบโต เหมือนกันคือ ใบจะแตกขึ้นจากหัวใต้ดิน แต่ละหัวจะมีใบเพียงใบเดียวและจะมีหัวกระจายเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 1 หัวเท่านั้น จึงถูกเรียกชื่อว่า บัวสันโดด
       ดอก จะมีสีสันต่างกันตามสายพันธุ์ เช่น ชนิดใบมีลายประ ดอกจะเป็นสีม่วงเข้ม ที่เหลืออีก 2 ชนิด ดอกจะเป็นสีเหลืองสด ลักษณะของดอกจะคล้ายดอกกล้วยไม้ดิน เพียงแต่กลีบดอกจะอ่อนกว่ากลีบดอกกล้วยไม้ดินเยอะ   เป็นไม้เติบโตในช่วงฤดูฝนพอเข้าสู่ฤดูแล้ง ต้นและดอกจะยุบตัวหรือตายไป แต่จะฝังหัวอยู่ใต้ดินรอให้ถึงฤดูฝนปีถัดไปโปรยเม็ดลงมาจะแตกต้นและมีดอกอีกครั้งตามวัฏจักรของธรรมชาติต่อไป
       ประโยชน์ทางสมุนไพรของบัวสันโดด ทั้ง 3 ชนิดนี้ ตำราว่านระบุว่า กินหัวสดก่อนอาหารเย็น 1 หัว ทุกวัน เป็นยาบำรุงกำลัง แก้โรคหัวใจ แก้โรคกษัย ปวดเมื่อย จุกเสียด และแก้พิษไข้ได้ดี โดยก่อนกินตำราว่านระบุว่าต้องเสกด้วยคาถา "อิติปิโส ภควา ถึง วควาติ" 1 จบด้วย
      ส่วน "บัวสันโดดจิ๋ว" เพิ่งจะพบมีวางขายเมื่อไม่นานมานี้ โดยผู้ขายบอกว่าหายากมาก จะมีขึ้นเฉพาะตามลานดินบนเขาสูง หรือบริเวณดินที่ติดค้างอยู่ตามซอกผาหิน จะแตกใบและออกดอกในช่วงฤดูฝนเท่านั้น
      ใบ ของ "บัวสันโดดจิ๋ว" มีลักษณะเป็นรูปทรงกลม ใบเมื่อโตเต็มที่ประมาณเท่าเหรียญหนึ่งบาทปัจจุบัน ก้านใบยาวติดบริเวณกลางหลังใบคล้ายใบบัว ผิวใบ เรียบ เป็นสีม่วงอมแดง หลังใบสีม่วงหม่น 1 หัว จะมีใบเพียง 1 ใบ เหมือนกับบัวสันโดด 3 ชนิดที่กล่าวถึงในตอนแรก
      หัว มีลักษณะกลมโตประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว และ 1 ปี จะมีหัวกระจายเพิ่มขึ้นได้เพียง 1 หัว  เช่นเดียวกับบัวสันโดดทั่วไป  ส่วนดอกของ"บัวสันโดดจิ๋ว"   เป็นสีเหลืองสดขนาดเล็กจิ๋ว ทำให้เวลามีดอกสีของดอกจะตัดกับสีใบดูงดงามกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักมาก ดอกออกช่วงฤดูฝน ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหัว ปัจจุบัน "บัวสันโดดจิ๋ว" มีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 24 แผง "คุณนิดคุณแก้วคุณหล้า" กับแผง "คุณวิรัช" หน้าธนาคารออมสิน ราคาสอบถามกันเองครับ.
บุกคางคก กินได้สรรพคุณดี
บุกคางคก
บุกคางคก      ผู้อ่านไทยรัฐ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ขอให้แนะนำเรื่อง "บุกคางคก" บ้าง เนื่องจากไม่รู้จักและเคยพบเห็นว่าเป็นอย่างไร ทราบจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่ากินเป็นอาหารได้และเป็นยาดี จึงอยากทราบว่ามีสรรพคุณรักษาโรคอะไรบ้าง ซึ่งก็เคยแนะนำในคอลัมน์ไปนานแล้ว ประกอบกับในระยะนี้พบว่ามีผู้นำเอาหัวของ "บุกคางคก" ออกวางขาย จึงรีบสนองความต้องการของผู้อ่านที่เป็นคนรุ่นใหม่ทันที
      บุกคางคก จัดเป็นพืชโบราณชนิดหนึ่งที่พบขึ้นทุกภาคของประเทศไทย โดยในทางอาหารชาวชนบทสมัยก่อนนิยมเอาต้นอ่อนปอกเปลือกออก และใบอ่อนปรุงเป็นอาหารคล้ายๆกับบอน ส่วนใหญ่ทำแกงส้ม แกงเลียง และ ทำห่อหมก รสชาติอร่อยมาก แต่ก่อนนำไปปรุงเป็นอาหารจะต้องเอาไปต้มก่อน โดยใส่ลงไปตอนที่น้ำกำลังเดือดเพื่อให้หมดพิษคล้ายกับหัวกลอยจะได้ไม่มีอาการคันเมื่อปรุงเป็นอาหารรับประทาน ปัจจุบันไม่นิยมรับ
ประทานกันแล้ว เนื่องจากมีขั้นตอนก่อนปรุงอาหารยุ่งยากเกินไปนั่นเอง
      ในทางสมุนไพร ตำรายาแผนไทยระบุว่า หัว มีสารจำพวกแป้งชนิด GLUCOMANNAN ซึ่งมีปริมาณและชนิดแตกต่างกันไป แล้วแต่ ชนิดของบุก หรือ "บุกคางคก" พบว่าสามารถลดระดับ "คอเลสเทอรอล" ในสัตว์ทดลอง และ ใช้กับผู้ป่วย "โรคเบาหวาน" เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ นอกจากนั้นยังมีรายงานว่า
      สารสกัด "แอลกอฮอล์" จากหัวสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อ "วัณโรค" ในหลอดแก้วด้วย ตำรายาพื้นบ้าน หัว ใช้กัดเสมหะ กัดเถาดานและเลือดก้อน หรือใช้หุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผลกัดฝ้ากัดหนองได้
      บุกคางคก หรือ STANLEY' S WATER-AMORPHOPHALLUS  CAM-PANULATUS BL. EX DECNE อยู่ในวงศ์ ARACEAE เป็นไม้ล้มลุก งอกงามดีในช่วงฤดูฝนและตายในต้นฤดูหนาว  แต่จะมีหัวฝังอยู่ใต้ดิน เมื่อมีฝนตกลงมาจะงอกงามขึ้นอีกเป็นวัฏจักรทุกๆปี ก้านใบยาวได้ 150-180 ซม. อวบน้ำ ใบกางออกคล้ายร่ม ก้านใบมีลายสีเขียวและน้ำตาล ดอกสีแดง "ผล" เนื้อนุ่ม สีแดง ขยายพันธุ์ด้วยหัว  มีหัวขาย ที่ตลาด นัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 3 แผง "เจ๊ติ๋ม" ราคาสอบถามกันเอง มีชื่อเรียก ตามท้องถิ่นอีกเยอะ เช่น มันชูรัน บุกบ้าน และ อีลอก เป็นต้นครับ.
ใบบัวบก แก้ปวดหัวข้างเดียว
ใบบัวบก
       "ใบบัวบก" กับสูตรแก้ปวดหัวข้างเดียว ที่เกิดจากอาการร้อนใน ไม่ใช่ เกิดจากโรคไมเกรน ซึ่งอาการดังกล่าวมีคนเป็นกันเยอะ เป็นแล้วรู้สึกทรมานมาก เวลามีอาการร้อนในจะเป็นทุกที ในทางสมุนไพร มีวิธีแก้คือ ให้เอา "ใบบัวบก" แบบสด จำนวน 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาดตำจนละเอียดคั้นเอาเฉพาะน้ำดื่มให้หมดวันละครั้งหลังอาหาร ตอนเช้า ทำกิน 10 วัน จะช่วยให้หายปวดหัวข้างเดียวได้ เมื่อหายแล้วหยุดได้ สูตรนี้นิยมใช้มาแต่โบราณได้ผลดี ตามสภาพของสมุนไพร ใครมีอาการทดลองดื่มได้ไม่ อันตรายอะไร
      บัวบก หรือ ASIATIC   PENNYWORT/TIGER HERBAL   CENTELLA   ASIATICA (LINN) URBAN อยู่ในวงศ์ UMBELLIFERAE มีสรรพคุณเฉพาะ ตำรายาไทยใช้น้ำต้มจากใบสดดื่มรักษาโรคปากเปื่อย ปากเหม็น เจ็บคอ ร้อนใน กระหายน้ำ ลดไข้ ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย ใช้เป็นยาภายนอกรักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยใช้ใบสด 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาดตำละเอียดคั้นเอาน้ำทาบริเวณแผลบ่อยๆ ใช้กากพอกด้วยก็ได้ แผลจะสนิทและเกิดแผลเป็นชนิดนูน KELOID น้อยลง สารที่ออกฤทธิ์คือ กรด MADECASSIC กรด ASAITIC และ ASIATICOSIDE ซึ่งช่วยสมานแผลและเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองและลดการอักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราอันเป็นสาเหตุของโรคกลาก และ ปัจจุบัน มีการพัฒนาเป็นครีมทารักษาแผลอักเสบ จากการผ่าตัดด้วย ซึ่ง "ใบบัวบก" มีขายตามตลาดสดทั่วไป

บัวบก ลดความดัน คลายเครียด
      คนที่ มีอาการเครียดมากๆจนเป็นสาเหตุทำให้เกิดความดันโลหิตสูง แต่ไม่รุนแรงนัก ในยุคสมัยก่อนผู้เฒ่าผู้แก่จะ เอาใบ บัวบกสดประมาณ 1 กำมือใหญ่ๆ ล้างน้ำให้สะอาดปั่นหรือตำละเอียดใส่น้ำครึ่งลิตรกรองเอาเฉพาะน้ำด้วยผ้าขาวบาง ดื่มครั้งละครึ่งแก้วเช้าเย็น จะทำให้ความดันโลหิตและความเครียดลดลงได้ ทำกินจนหายดีแล้วหยุด
      บัวบก หรือ CENTELLA ASIATICA LINN.URBAN. อยู่ในวงศ์ UMBELLIFERAE ทั้งต้นและใบเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลียเมื่อยล้า ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสียและอาการเริ่มเป็นบิด ชาวจีน เอาใบสดละเอียดใส่น้ำผสมน้ำตาลเล็กน้อยเติมน้ำแข็งให้เย็นขายเป็นเครื่องดื่มแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เจ็บคอ บำรุงหัวใจ แก้ตับอักเสบ ตาแดง คนที่ถูกกระแทกเกิดฟกช้ำดำเขียวดื่มน้ำ บัวบกจะช่วยให้เลือดกระจายและหายได้ ผู้ที่ดื่มเหล้าตื่นเช้าเกิดอาการอิดโรยดื่มน้ำ บัวบกทำให้ใจคอเบิกบานชุ่มชื่นแข็งแรงขึ้น ทางอาหาร กินเป็นผักสด ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

บุนนาค ดอกหอมคุณค่าเยอะ
บุนนาค

      ไม้ต้นนี้ พบขึ้นทั่วไปในป่าดิบทางภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศไทย สูงจากระดับนํ้าทะเลตั้งแต่ 50-700 เมตร จัดเป็นไม้ยืนต้นที่มี
      ดอกสวยงามและมีกลิ่นหอมชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกแพร่หลายมาแต่โบราณ ส่วนใหญ่  ปลูกตามหัวไร่ ปลายนา หรือตามเรือกสวนทั่วไป เพื่อเก็บเอาดอกขายเป็นสินค้าให้คนซื้อไปใช้อบทำเครื่องหอมได้ดีมาก และจากความงดงามและกลิ่นหอมของดอกดังกล่าว "บุนนาค" ยังถูกนำไปรวมไว้ในบทเพลง  ได้รับความนิยมจากผู้ฟังอย่างกว้างขวางในอดีตอีกด้วย
      บุนนาค ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรชั้นดี โดย ใบ ใช้ตำพอกบาดแผลถูกหอกดาบ ดอก ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิต ระงับกลิ่นกาย หรือสมัยก่อนนิยมเรียกว่า แก้สาบสางในกาย เปลือกต้น ใช้กระจายหนอง กะพี้ แก้เสมหะในคอ แก่น แก้เลือดออกตามไรฟัน โดยต้มอม ราก ขับลมในลำไส้ แพทย์ชนบทใช้ดอกปรุงเป็นยาหอม แต่งกลิ่นแต่งรสทำให้รับประทานง่ายขึ้น และเป็นยาหอมบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื้น แก้ร้อนกระสับกระส่าย แก้ลมวิงเวียนทำให้หน้ามืด ใจสั่น อ่อนเพลีย หัวใจหวิว ทำให้ชูกำลัง ราก ยังใช้พอกแผลสด แก้พิษงูได้ด้วย ประโยชน์อย่างอื่น เนื้อไม้ ใช้ทำหมอนรองรางรถไฟ ก่อสร้าง ต่อเรือ ทำพานท้ายและรางปืน ด้ามร่มทนทานมาก น้ำมันที่กลั่นจากเมล็ดใช้จุดตะเกียงได้ และทำเครื่องสำอางหลายอย่างด้วย
      บุนนาค หรือ MESUA FER-REA  LINN.  อยู่ในวงศ์  GUTTIFERAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 15-25 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มทรงกรวยควํ่า ใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปใบหอกหรือขอบขนาน ปลายเรียวแหลม โคนสอบ ใบอ่อนเป็นสีชมพู ใบแก่มีคราบสีขาวหลังใบ
      ดอก ออกเดี่ยวๆ หรือเป็นกระจุก 2-3 ดอก ตามซอกใบ มีกลีบดอก 4 กลีบ เป็นรูปไข่กลับ สีขาว หรือ สีเหลืองอ่อน ดอกบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-10 ซม. มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ดอกมีกลิ่นหอมแรงและหอมไกล เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้น จะดูสวยงามและส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายทั่วบริเวณใกล้เคียงเป็นที่ประทับใจมาก "ผล" รูปไข่มีเมล็ด 1-2 เมล็ด ดอกออกช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคมทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง มีต้นขนาดใหญ่ วางขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณจำหน่ายไม้ยืนต้นปราจีนบุรี ราคาสอบถามกันเองครับ.

ใบน้ำเต้าเถา-ขี้วัว แก้เริมงูสวัดเม็ดพุพอง
น้ำเต้าเถา
      สูตรดังกล่าว มีวิธีง่ายๆคือ ให้เอา ใบสด ของ น้ำเต้าเถากะจำนวนตามต้องการ โขลกผสมกับ ขี้วัวแห้งหรือสดก็ได้จำนวนพอประมาณจนละเอียดแล้วใส่เหล้าขาว 40 ดีกรีลงไปพอให้ยาละลายเข้ากันได้ดี จากนั้นนำไปทาบริเวณที่เป็นเริม เป็นงูสวัด เป็นตุ่มพุพองตามตัว และอาการฟกบวม ทาบ่อยๆจะช่วยถอนพิษปวดแสบ ปวดร้อนได้เด็ดขาดนัก สาเหตุที่ผสมกับ ขี้วัวเนื่องจากขี้วัวมี แอมโมเนีย อยู่เยอะ จึงทำให้เย็นและถอนพิษอักเสบได้ดีกว่ายาใดๆนั่นเอง ราก ยังใช้เป็นยาแก้ดีแห้ง ขับน้ำดีให้ตกลำไส้ได้ด้วยโดยต้มน้ำดื่ม
      น้ำเต้าเถา หรือ LAGENARIA  SICERA-RIA (MOL.) STANDL. อยู่ในวงศ์ CUCURBI TA CEAE มีด้วยกัน 4 ชนิด แตกต่างกันที่ทรงผล ดอกสีขาวอมเหลือง นิยมปลูกให้ต้นไต่หรือเลื้อยร้านเพื่อเก็บผลรับประทาน และขายมาแต่โบราณ โดยผลอ่อนต้มกินกับน้ำพริก ผัดหมูใส่ไข่ ผลอ่อน ยอดอ่อน แกงส้มอร่อยมาก
บวบลม ปลูกประดับเป็นยา
บวบลม
      ผม เคยเขียนถึง บวบลมไปใน ฉบับวันจันทร์ที่ 26 ต.ค.ปี 41 ซึ่งในตอนนั้นจะเน้นเฉพาะสรรพคุณของ บวบลมว่าเป็นยาดีพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่หมอยาแผนไทยในยุคสมัยโบราณนำไปใช้เป็นยาแก้อาการปวดท้อง เนื่องจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
     โดย มีวิธีปรุงรับประทานแบบง่ายๆคือ ให้เอาทั้งต้นของ บวบลมกะจำนวนพอประมาณต้มกับน้ำจนเดือดให้เนื้อยางออก จากนั้นดื่มขณะอุ่นวันละ 3 เวลา หลังอาหารเช้ากลางวันเย็น ต้มดื่มทุกวัน ประมาณ 3-4 วัน จะช่วยให้อาการปวดท้องเนื่องจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบหายได้
      ในช่วง ที่เขียนแนะนำ ตอนนั้นมีผู้นำเอาต้น บวบลมวางขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อไปใช้ประโยชน์เป็นยาตามที่กล่าวข้างต้นอย่างกว้างขวาง
       แต่  ในปัจจุบันต้น บวบลมที่นานๆจะมีผู้นำออกวางขาย ได้เปลี่ยนสถานะจากไม้สมุนไพรพื้นบ้าน กลายเป็นไม้แปลกที่ผู้ปลูก โดยเฉพาะชาวต่างชาตินิยมซื้อไปปลูกเป็นไม้ประดับจำพวกกล้วยไม้ โชว์ความสวยงามแปลกตากันอย่างแพร่หลาย
       บวบลม หรือ DISCHIDIA RAF-FLESIANA WALL. อยู่ในวงศ์ ASCLE-PIADACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้เลื้อยอิงอาศัยตามคาคบไม้ใหญ่ คล้ายกล้วยไม้ พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งทุกภาคของประเทศไทย ลำต้นกลมเกาะติดกระจายราบไปกับเปลือกต้นไม้ที่อิงอาศัย มีรากฝอยเกาะติดกันเป็นรูปร่างแห ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปไข่กว้าง หรือรูปโล่ กว้างประมาณ 2-3 ซม. สีเขียวสด
      ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย 6-8 ดอก กลีบดอกเป็นรูปคนโท เป็นสีเหลืองแกมเขียว ผลเป็นฝัก รูปเรียวยาวคล้ายผลบวบ แต่ผิวผลจะย่นเหี่ยวเหมือนพุงปลา ผิวผลเป็นสีเขียว ขยายพันธุ์ด้วยต้นหรือเถา มีชื่อเรียกอีกคือกล้วยไม้ (เหนือ) โกฐพุงปลา (กลาง) เถาพุงปลา (อีสาน) บวบลม (โคราช-อุบลฯ) และ จุกโรหินี (ทั่วไป) มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 23 แผงจำหน่ายไม้ป่าหายาก ราคาสอบถามกันเอง นิยมปลูกให้ต้นหรือเถาเกาะกิ่งไม้ตายซาก (ตามภาพประกอบคอลัมน์) นำไปแขวนในที่แจ้ง รดน้ำพอชุ่มเช้าเย็น จะมีดอกและติดผลเป็นฝักสวยงามน่าชมมากครับ.
ใบพลูสด แก้ปวด ศีรษะเพราะเครียด
ใบพลูสด
      ความเครียด เกิดจากหลายสาเหตุ เป็นแล้วทำให้มีอาการ ปวดศีรษะรุนแรงตามมาด้วย บางคนมีอาการบ่อยหรือเป็นประจำทำให้มีอารมณ์หงุดหงิด ต้องกินยาคลายเครียดหรือยาแก้ปวดจึงจะหายได้ ในทางสมุนไพร มีวิธีแก้อาการปวดศีรษะเพราะเครียดได้ คือ ให้เอา ใบพลูสดหั่นเป็นฝอยคั่วให้แห้งชงกับน้ำร้อน
      ดื่มแทนน้ำชา หรือใบพลูที่คั่วแห้งแล้วดังกล่าวหนึ่งหยิบมือ หรือประมาณ 5 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ลิตร จนเดือดมองเห็นเนื้อยาละลายออกเก็บไว้ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละแก้ว จะช่วยทำให้อาการปวดศีรษะเพราะเครียดหายได้
      พลู หรือ BETEL VINE PIPER BETLE  LINN. อยู่ในวงศ์ PIPERACEAE เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ ใบมีกลิ่นเฉพาะตัวและมีรสเผ็ด ดอก ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก อัดกันแน่นเป็นรูปทรงกระบอก แยกเพศ สีขาว ผลรูปทรงกลมเบียดกันอยู่บนแกนช่อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปักชำต้น ซึ่ง พลูมีหลายสายพันธุ์ เช่น พลูเหลือง หรือ พลูทองหลาง เป็นต้น ใบพลูสดมีขายทั่วไป นิยมนำไปทาปูนแดงเคี้ยวกินกับหมากสด
      ประโยชน์ น้ำคั้นจาก ใบพูลสดกินเป็นยาขับลมและทาแก้ลมพิษ โดยใช้ 3-4 ใบ ขยี้หรือตำให้ละเอียดผสมเหล้าขาว 40 ดีกรี เพียงเล็กน้อย ทาบริเวณที่เป็น ใบมีน้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วยสาร CHAVICOL และ EUGENOL มีฤทธิ์ทำให้ชาเฉพาะที่ สามารถบรรเทาอาการคันและฆ่าเชื้อโรคบางชนิดได้ ปัจจุบัน มีการพัฒนาเป็นตำรับยาขี้ผึ้งผสมสารสกัด ใบพลูสดขึ้นเพื่อใช้เป็นยาทารักษาโรคผิวหนังบางชนิด
แบล็คมิ้นต์ กลิ่นหมากฝรั่งแรงมาก
แบล็คมิ้นต์
      ไม้ต้นนี้  มีวางขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ  แต่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ เนื่องจากคนไทยไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักต้น แบล็คม้ินต์ว่า ใช้ประโยชน์และทำอะไรได้บ้าง
      ซึ่งหากเป็นต่างประเทศในแถบยุโรปหรืออเมริกา ต้น แบล็คมิ้นต์”  ถือเป็นพืชครัว  และเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง   โดย ส่วนใหญ่จะใช้ใบของ แบล็คมิ้นต์ดับกลิ่นคาวอาหารจำพวกเนื้อวัว แพะ แกะ อาหารทะเล ชนิดต่างๆ ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมทำให้รับประทานอร่อยมากขึ้น นอกจากนั้น ใบ ของ แบล็คมิ้นต์ยังถูกนำไปสกัดเป็นสมุนไพรใช้รักษาโรคได้หลายอย่างด้วย เช่น แก้ปวดท้อง โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ และกลิ่นหอมของใบ แบล็คมิ้นต์เมื่อสูดดมแล้ว ยังช่วยทำให้ รู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
      แบล็คมิ้นต์ เป็นพืชในตระกูลเดียวกันกับ เปเปอร์มิ้นต์มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกันเกือบทุกอย่าง จะมีข้อแตกต่างกันคือ ลำต้นกิ่งก้านของ แบล็คมิ้นต์จะเป็นสีแดงคล้ำหรือสีม่วงเข้ม เกือบดำ จึงถูกตั้งชื่อว่า แบล็คมิ้นต์ตามสีของลำต้นดังกล่าว  มีชื่อวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกันคือ MENTHA PIPERITAL. อยู่ในวงศ์ LABIATAE ซึ่ง เป็นวงศ์เดียวกับต้น สะระแหน่ ที่คนไทยนิยมรับประทานและปลูกกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งต้น  “แบล็คมิ้นต์”  เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากยุโรป เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อยตามหน้าดิน ยาวประมาณ 2-3 ฟุต ลำต้นและกิ่งก้านเป็นสีแดงคล้ำ ตามที่กล่าวข้างต้นและเป็นเหลี่ยม แตกกิ่งก้านหนาแน่น
      ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปรี ปลายใบแหลม โคนมน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ผิวใบเหมือนกับใบ เปเปอร์มิ้นต์แต่ขนาดใบจะเล็กกว่าชัดเจน เนื้อใบค่อนข้างหนา มีน้ำมันหอมระเหยกระจายทั่ว เมื่อเด็ดใบขยี้ดมจะมีกลิ่นหอมแรงมาก โดยกลิ่นจะเหมือนกับกลิ่นหมากฝรั่งที่เคี้ยวในปากอย่างชัดเจน แตกต่างจากกลิ่นหอมของใบ เปเปอร์มิ้นต์ที่จะมีกลิ่นหอมเย็นและอ่อนกว่าเยอะ
      ใบ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ดับกลิ่นอาหารคาว ทำให้มีกลิ่นหอมรับประทานอร่อยยิ่งขึ้นตามที่กล่าวข้างต้น และยังนำไปสกัดเป็นสมุนไพรใช้รักษาโรคได้ด้วย ซึ่งใบของ แบล็คมิ้นต์สามารถนำไปตากแห้งบรรจุถุงพลาสติกเก็บไว้ใช้  หรือนำออกจำหน่ายได้ ปัจจุบันมีต้นขาย  บริเวณโครงการ 2 แผง ป้าแอ๊ดคุณขวัญราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไปปลูกลงกระถางตั้งประดับหัวเสา เวลาต้นห้อยยาวจะสวยงามมากครับ
ใบบัวบกใบชะเอมไทย แก้ไอลำคอมีตุ่มใส
ใบชะเอมไทย
      สูตร ดังกล่าวให้เอา ใบบัวบกแบบสด 100 กรัม กับ ใบชะเอมไทยแบบแห้ง 15 กรัม ตำรวมกันให้ละเอียดผสมกับน้ำต้มสุก 1 ลิตร กรองเอาน้ำจิบกินทั้งวันจนหมด ทำกิน 3-4 วัน อาการไอและตุ่มใสในลำคอจะค่อยๆทุเลาและหายได้ในที่สุด
      บัวบก หรือ ASIATIC  PENNYWORT– TIGER HERBAL CENTELLA ASIATICA LINN.URBAN อยู่ในวงศ์ UMBELLIFERAE สรรพคุณ  ใบสดต้มน้ำดื่มรักษา  โรคปากเปื่อย  ปากเหม็น เจ็บคอ  ร้อนใน  ลดไข้  ขับปัสสาวะ  แก้ท้องเสีย  ภายนอกรักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยใช้ใบสด 1 กำมือ ตำละเอียดคั้นเอาน้ำทาบริเวณแผลบ่อยๆ หรือใช้กากพอกด้วย แผลจะสนิทและเกิดแผลชนิดนูนน้อยลง สารที่ออกฤทธิ์คือ  กรด  MADECASSIC  กรด  ASIATIC และ ASIATICOSIDE ซึ่งช่วยสมานแผล เร่งการสร้างเนื้อเยื่อ  ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย  ที่ทำให้เกิดหนอง ลดการอักเสบ และยังพบฤทธิ์ฆ่าเชื้อราอันเป็นสาเหตุของโรคกลาก ซึ่งใน ปัจจุบันมี การพัฒนายาเตรียมชนิดครีมใช้ทารักษาแผลอักเสบจากการผ่าตัดด้วย
      ชะเอมไทย  หรือ  ALBIZIA MYRIOPHYLLA  BENTH. อยู่ในวงศ์  LEGUMINOSAE  รากรสหวานแก้กระหายน้ำ เป็นยาระบาย ผลขับเสมหะ เนื้อไม้รสหวาน แก้โรคในคอ แก้ไอ ขับเสมหะ  สารที่ให้รสหวานเป็นน้ำตาล กลูโคส และ ซูโครส.
ใบยอ แก้หูดตกกระ เซลล์ผิวเปลี่ยนสี
ใบ​ยอ
    สมัยโบราณ คนเป็น หูด ตกกระ และ เซลล์ผิวเปลี่ยนสี กันเยอะ ซึ่งในยุคนั้นแพทย์แผนไทยมีวิธีแก้หรือช่วยบรรเทาให้ดีขึ้นได้ โดยให้ใช้ ใบยอใบอ่อนที่ยังสด กินก่อนอาหารเช้าวันละ 1 ใบ กินจนครบ 15 วันแรก จะสังเกตเห็นได้เลยว่า หูด ตกกระ และเซลล์ผิวที่เสียเริ่มจะดีขึ้น ให้กินต่อไปเรื่อยๆ ทุกวันจนครบ 3 เดือน แล้วหยุด หูด ตกกระ และเซลล์ผิวหนังจะดีขึ้นอย่างชัดเจน สามารถเว้นระยะ 3 เดือน แล้วกลับมากินใหม่ได้ไม่อันตรายอะไร ใครที่มีอาการตามที่กล่าวข้างต้นทดลองกินไม่เสียหายอะไร
      ยอ หรือ INDIAN  MULBERRY  MORINDA CITRI FOLIA  LINN. อยู่ในวงศ์ RUBIADEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 2-6 เมตร ใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม ใบมีขนาดใหญ่มากเท่ากับใบหูกวาง เนื้อใบหนาแข็ง สีเขียวสด ใบอ่อนหรือแก่ใช้รองก้นห่อหมกเพิ่มรสขมรับประทานอร่อย เป็นยาขับลมในตัวด้วย ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ฐานดอกอัดกันแน่น เป็นรูปทรงกลม กลีบดอกสีขาว ผลเป็นผลสด เชื่อมติดกันเป็นผลรวม ผิวผลเป็นตุ่มพอง ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง มีชื่อเรียกอีกคือ มะตาเสือ และ ยอบ้าน
      ประโยชน์ ผลสด ดิบ หรือห่าม ฝานเป็นชิ้นบางๆ ย่างหรือคั่วไฟอ่อนๆ ให้เหลือง ต้มหรือชงน้ำร้อนดื่มแก้คลื่นไส้อาเจียน สารที่ออกฤทธิ์คือ ASPERULOSIDE ถ่านไฟที่ได้จากการเอาผลดิบเผาไฟใส่เกลือป่นเล็กน้อย อมเป็นยาแก้เหงือกเปื่อย เป็นขุมบวม น้ำคั้นจากใบสดๆ ใช้ทาแก้ปวดเกาต์ ปวดตามข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ใบสดยังนำไปสระล้างศีรษะเป็นยาฆ่าเหาได้อีกด้วย
ใบมะยม แก้ปวดหัวจากความดันโลหิต
ใบมะยม
      สูตร ดังกล่าวให้เอา ใบมะยมสดที่เป็นใบแก่พร้อมก้าน 1 กำมือ ต้มกับน้ำท่วม ใบมะยมใส่น้ำตาลกรวดเล็กน้อยพอหวาน ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 2 เวลา เช้าเย็น โดยดื่มขณะที่ปวดศีรษะเพราะความดันโลหิตสูง จะช่วยให้หายปวดศีรษะได้ หากความดันลดลงควรหยุดดื่ม เพราะสูตรนี้ดื่มได้วันละ 2 แก้ว เท่านั้น
      มะยม หรือ PHYLLANTHUS ACIDUS LINN. SKEELS อยู่ในวงศ์ EUPHORBIA-CEAE ใบ ปรุงเป็นส่วนประกอบของยาเขียว กินสด ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไข้หัวต่างๆ เปลือกต้นต้มน้ำดื่มแก้ไข้ทับระดู ระดูทับไข้ ต้มน้ำดื่มแก้ไข้เพื่อโลหิต ใบ มะยมผสมใบมะเฟือง ใบหมาก ผู้หมากเมีย ต้มน้ำอาบแก้ผดผื่นคัน แก้อีสุกอีใส อีดำอีแดง ฝีดาษ ได้ดีมาก รากแก้โรคผิวหนัง เม็ดคันตามตัว แก้ประดง แก้น้ำเหลืองเสีย ผลกินกัดเสมหะ แก้ไอบำรุงโลหิต ระบายท้อง แก้ปวดหลังได้

ใบกะหรี่ กับที่มาชื่อ
ใบกะหรี่
      ไม้ต้นนี้ มีต้นวางขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ มีป้ายชื่อเขียนติดไว้ว่า "ใบกะหรี่" ทีแรกที่เห็นคิดว่าเป็นต้น หมุย ที่พบขึ้นเฉพาะถิ่นทางภาคใต้ของประเทศไทย เพราะลักษณะต้นและใบคล้ายคลึงกันมาก ผู้ขายชี้แจงว่า มีคนเข้าใจผิดกันเยอะ พร้อมยืนยันเป็นคนละต้นกัน และบอกต่อว่า ต้น "ใบกะหรี่" นิยมปลูกกันอย่างกว้างขวางในประเทศที่มีประชากรเป็นชาวมุสลิมจำนวนมาก เช่น ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย กับประเทศในแถบตะวันออกกลาง จากนั้นมีผู้นำเอาต้น "ใบกะหรี่" เข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศไทยนานหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากไม่ทราบว่ามีประโยชน์อะไรนั่นเอง
      ใน ส่วนที่มาของชื่อต้น "ใบกะหรี่" และประโยชน์ ผู้ขายบอกว่า ใบสดจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นิยม นำไปหั่นเป็นฝอยๆใส่ในแกงกะหรี่ และปรุงกับไส้กะหรี่-ปั๊บ ทำให้มีกลิ่นหอมชวนให้รับประทานยิ่งขึ้น จึงถูกเรียกชื่อตามคุณค่าของใบว่า ต้น "ใบกะหรี่" ดังกล่าว และที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ดอกมีกลิ่นหอมแรง สามารถปลูกเป็นไม้ดอกหอมได้อีกด้วย
      ใบกะหรี่ เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-7 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเยอะ เป็นพุ่มกว้าง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ ก้านใบหลักออกเรียงสลับ ใบย่อยไม่น้อยกว่า 12 คู่ ออกตรงกันข้ามหรือเหลื่อมกันเล็กน้อย ใบเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนมน เนื้อใบหนา ขอบใบและผิวใบเรียบ เป็นสีเขียวสดและเป็นมัน ใบเมื่อขยี้ดมจะได้กลิ่นหอมเฉพาะ ตัวตามที่กล่าวข้างต้น
      ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยหลายดอก ลักษณะดอกคล้ายดอกเข็ม เป็นสีขาว มีกลิ่นหอมแรง เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้นจะดูสวยงามและส่งกลิ่นหอมเป็นที่ชื่นใจมาก "ผล" ผู้ขายบอกว่ายังไม่เคยเห็น แต่บอกว่าดอกจะมีได้ตลอด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนกิ่ง
      ปัจจุบันต้น "ใบกะหรี่" มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21
แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง ซึ่งนอกจากชื่อ "ใบกะหรี่" แล้ว ผู้ขายบอกว่า มีชื่อเรียกอีกคือ "หอมแขก" กับ "เคอรี่ลีฟ" ปลูกได้ในดินทั่วไป เหมาะจะปลูกลงดินกลางแจ้งในบริเวณบ้านเพื่อเด็ดใบใช้ประโยชน์ทางอาหารตามที่กล่าวข้างต้น และปลูกเป็นไม้ดอกหอม เวลามีดอกจะส่งกลิ่นหอมกระจายทั่วบริเวณใกล้เคียงสร้างบรรยากาศให้เป็นธรรมชาติดีมากครับ.
เปลือกมังคุดน้ำปูนใส แก้น้ำกัดเท้าแผลเปื่อย
มังคุด
      เปลือกมังคุด กับ น้ำปูนใสเป็นอีกสูตรหนึ่งที่นิยมใช้รักษาโรคน้ำกัดเท้า แผลพุพอง  แผลเน่าเปื่อย ได้ผลดีมาแต่โบราณแล้ว โดย มีวิธีคือ เอา เปลือกมังคุดชนิดตากแห้งครึ่งผล ฝนผสมกับ น้ำปูนใสคือ ปูนที่ใช้กินกับหมากและพลู กะจำนวนโดยสายตาเมื่อฝน เปลือกมังคุดเสร็จแล้วคนให้เข้ากับ น้ำปูนใสจนข้น เอาน้ำไปทาบริเวณที่เป็นโรคน้ำกัดเท้า เป็นแผลพุพอง และเป็นแผลเน่าเปื่อย วันละ 2-3 ครั้ง อาการที่เป็นจะค่อยๆดีขึ้นและแห้งหายในที่สุด  ส่วนจะหายเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นมากหรือน้อย ซึ่งสูตรนี้ได้ผลอย่างแน่นอน หากแผลไม่ติดเชื้อรุนแรง
     มังคุด หรือ MANGOSTEEN GARCINIA NANGOSTANA LINN. อยู่ในวงศ์ GUTTIFERAE มีผลสุกวางขายตามตลาดผลไม้ทั่วไป ประโยชน์ นอกจากเนื้อผลจะอร่อยแล้ว ใบอ่อน ดอกอ่อน ยังใช้รับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกได้อีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยา เปลือกผลแห้ง มีสารแทนนินเป็นยาฝาดสมาน แก้โรคท้องร่วงท้องเสียเรื้อรัง โรคเกี่ยวกับลำไส้ ยังพบสาร “XANTHONE” ในเปลือกผลมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดหนอง โดยสามารถฆ่าได้ทั้งสายพันธุ์ปกติและสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยา เพนนิซิลลินมีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังหลายชนิดและลดการอักเสบด้วย ปัจจุบัน มีการพัฒนาเป็นครีมผสมสารบริสุทธิ์ ที่แยกได้จากเปลือกผล เพื่อใช้รักษาแผลที่เป็นหนองและสิว ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ ตลอดจนใช้ช่วยลดร่องรอยด่างดำบนใบหน้าด้วย
ปรู๋  ดอกหอม มีสรรพคุณทางสมุนไพร
ปรู๋
      ไม้ต้นนี้ มีขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้งทุกภาคของประเทศไทย โดยจะพบขึ้นอยู่ตามที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 200 เมตร เรื่อยขึ้นไปจนถึง 500 เมตร พบมากที่สุดทางภาคเหนือ ภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ ซึ่ง ปรู๋มีความโดดเด่นคือ เวลามีดอกจะทิ้งใบหมดทั้งต้น เหลือเพียงดอกอย่างเดียวบานสะพรั่งทั้งต้นดูสวยงามมาก และดอกมีกลิ่นหอมเย็นและหอมแรง ทำให้ส่งกลิ่นหอมกระจายทั่วบริเวณใกล้เคียงเป็นที่ชื่นใจยิ่ง
      อย่างไรก็ตาม คนเดินป่าในยุคสมัยก่อนจะรู้จักต้น ปรู๋เป็นอย่างดี เพราะนอกจากดอกของต้น ปรู๋จะมีกลิ่นหอมประทับใจแล้ว บางส่วนของต้น ปรู๋ยังสามารถใช้ประโยชน์และเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ด้วย โดยเฉพาะเนื้อไม้ของต้น ปรู๋จะมีลวดลายสวยงามเป็นธรรมชาติและเหนียวทนทานมาก คนเดินป่าในยุคนั้นจึงนิยมตัดเอาเนื้อไม้ไปทำเป็นพานท้ายปืนแก๊ป ทำด้ามเครื่องมือ และแกะสลักเป็นรูปแบบต่างๆ อย่างแพร่หลาย เป็นสาเหตุทำให้ต้น ปรู๋ตามธรรมชาติในปัจจุบันเหลือน้อยมาก
      ส่วน สรรพคุณทางสมุนไพรของต้น ปรู๋ตำรายาแผนไทยระบุว่า เปลือกต้น ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้หืด แก้ไอ เนื้อไม้มีรสจืดเฝื่อน ต้มดื่มแก้ริดสีดวงทวาร ผล ต้มดื่มน้ำเป็นยาบำรุงธาตุ แก้จุกเสียด และขับพยาธิดีมาก
      ปรู๋ มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ ALANGIUM SALVIIFOLIUM WANG. SSP. HEXAPETALUM WANG. อยู่ในวงศ์ ALANGIACEAE เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ แตกกิ่งก้านสาขาหนาแน่น เปลือกต้นแตกล่อนเป็นสะเก็ด ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับเป็นรูปไข่กลับ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอกกลับ ปลายมนเป็นติ่งสั้นโคนสอบ เนื้อใบค่อนข้างบาง สีเขียวสด ใบดกให้ร่มเงาดีมาก
      ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งก้าน แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย 5-7 ดอก ดอกตูมสีเขียว เมื่อบานมีกลีบดอก 5-6 กลีบ และกลีบดอกมักจะม้วนงอ เป็นสีขาวนวล ซึ่งลักษณะโดยรวมของรูปทรงดอกทั้งขณะยังตูมและบาน จะดูคล้ายกับดอก กาฝากมะม่วง มาก เมื่อดอกบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 ซม. ดอกมีกลิ่นหอมเย็น มีเกสรตัวผู้ 18 อัน ผลเป็นรูปรี มีร่องตามยาวหลายร่อง มี 1 เมล็ด ดอกออกเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปัจจุบันพบมีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณจำหน่ายไม้ปราจีนบุรี เป็นต้นขนาดใหญ่ตามภาพเสนอประกอบคอลัมน์ ราคาสอบถามกันเองครับ.
บอระเพ็ดพุงช้าง แก้มือเท้าไม่มีกำลัง
บอระเพ็ดพุงช้าง
      โรคมือเท้าไม่มีกำลัง หรือไม่มีเรี่ยวแรงเป็นกันแพร่หลายในยุคสมัยก่อน อยู่ๆก็เกิดอาการอ่อนเปลี้ยขึ้นมาเองแบบกะทันหัน มือเท้าอ่อนปวกเปียกทำอะไรไม่ได้เลย ต้องนอนพักผ่อนอย่างน้อยเป็นชั่วโมงอาการจึงจะดีขึ้นหรือหายจากอาการมือเท้าไม่มีกำลัง หากปล่อย ให้เป็นบ่อยๆ ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน ในปัจจุบันต้องไปพบแพทย์ตรวจอาการและจ่ายยาให้รับประทานและต้องไปพบแพทย์ตามเวลานัดอย่างสม่ำเสมออาการจึงจะดีขึ้นหรือหายได้
      ในส่วน ของการรักษาด้วยสมุนไพรในสมัยโบราณ ให้เอาต้น "บอระเพ็ดพุงช้าง" แบบสดไม่รวมหัวกะ จำนวนตามต้องการล้างน้ำให้สะอาดตัดเป็นท่อนเล็กๆ นำไปตากแดดให้แห้งหรือพอหมาดแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางแช่กับน้ำสะอาดท่วมยา ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป พอประมาณ หรือเอาไปแช่กับเหล้าขาว 40 ดีกรี 1-2 ขวด ทิ้งไว้ทั้งคืนให้เนื้อยาออก ตักรับประทานก่อนนอนครั้งละ 1 ถ้วยขนาดเล็ก หรือ 1 แก้วเป๊ก วันละครั้ง สามารถดื่มได้เรื่อยๆ เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ อาการของโรคมือเท้าไม่มีกำลังจะดีขึ้นหรือไม่เป็นอีกเลย เมื่อหายแล้วสามารถหยุดรับประทานได้ หากมีอาการอีกเมื่อไหร่จะดีขึ้นหรือไม่เป็นอีก 

      บอระเพ็ดพุงช้าง หรือ STEPHANIA VOTUNDA อยู่ในวงศ์ MENISPERMACEAE เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ ใบกลมโตคล้ายใบก้นปิด ดอกออกเป็นช่อกระจุก สีแดงสวยงามน่าชมมาก ก้านใบเป็นสีแดง เมื่อตัดเอาก้านออกจะมียางสีแดงคล้ายเลือดหยดออกมา เมื่อเอาไปใส่แก้วเหล้าขาว 40 ดีกรี เหล้าจะเป็นสีแดง เลย เรียกกันอีกชื่อว่า สบู่เลือด ซึ่งต้น สบู่เลือด ก็คือต้น "บอระเพ็ดพุงช้าง" นั่นเอง
      พบขึ้น ตามป่าราบทุกภาคของประเทศไทย เป็นไม้มีหัวขนาดใหญ่ใต้ ดิน สมัยก่อนนิยมปลูกตามบ้านอย่างแพร่หลาย เพื่อเอาหัวและก้านใบดองเหล้าขาว 40 ดีกรี ดื่มทำให้ผิวหนังเกิดอาการชา ถูกเฆี่ยนตีอย่างไรก็ไม่ รู้สึกเจ็บ เลยเชื่อกันอีกว่าทำให้คงกระพัน นักเลงหัวไม้ นักดื่มเหล้าสมัยก่อนนิยม กันมาก แต่พอหมดฤทธิ์ยาหรือเหล้าแล้ว จะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณที่ถูกเฆี่ยนตีทันที สรรพคุณเฉพาะของ "บอระเพ็ดพุงช้าง" ตำรายาโบราณระบุว่า ต้นหรือเถากระจาย ลมที่แน่นในคอ ใบบำรุงธาตุไฟ ดอกฆ่า เชื้อโรคเรื้อน ทำให้อุจจาระละเอียด ต้น หรือเถาขับโลหิตระดู หัวแก้เสมหะเบื้องบน ทางภาคใต้ใช้ต้นหรือเถาต้มดื่มขับพยาธิ ในลำไส้ รากบำรุงเส้นประสาท ใบตำพอก บาดแผลสดแผลเรื้อรัง หัวหั่นดองกับเหล้าขาว 40 ดีกรีกินทำให้เกิดกำลัง บำรุงกำหนัด มีต้นขายที่ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ- พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 3 แผง "คุณติ๋ม" ราคาสอบถามกันเองครับ.

ผักแว่นกำมะหยี่ สวยแปลก

ผักแว่นกำมะหยี่
      ผักแว่น เป็นพืชผักพื้นบ้านที่นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายมาช้านานแล้ว โดยธรรมชาติจะพบขึ้นตามหนองน้ำและที่ชื้นแฉะทั่วไป จะเจริญเติบโตดีในช่วงฤดูฝนและจะมีวางขายตามแผงผักพื้นบ้านมากมาย ซึ่งในทางอาหาร นิยมเอายอดอ่อน เถาอ่อนที่มีรสชาติเปรี้ยวปนฝาดเล็กน้อยกินเป็นผักสดกับน้ำพริกชนิดต่างๆ ส้มตำ ลาบ ก้อย หรือนำไปปรุงเป็นแกงรวมใส่หอมแดง  กะปิ  กระเทียมโขลก และทำแกงอ่อมผักแว่น รสชาติอร่อยมาก
      ประโยชน์ทางยา ทั้งต้นเป็นยาสมานแผลในช่องปากและคอ แก้ไข้ แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ ดับพิษร้อน แก้ดีพิการได้ ซึ่งผักแว่นชนิดกินได้ดังกล่าวมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ MAR-SILEA CRENATA PRESL. อยู่ในวงศ์ MARSILEACEAE มีชื่อเรียกอีกคือ ผักลิ้นปี่” (ภาคใต้) เนื่องจากใบย่อยมีลักษณะคล้ายกับลิ้นของปี่ที่ใช้เป่านั่นเอง
      ส่วน ผักแว่นกำมะหยี่ที่พบมีต้นวางขาย ผู้ขายบอกว่าเป็นไม้นำเข้าจากต่างประเทศ มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับผักแว่นชนิดกินได้ทุกอย่าง จะแตกต่างกันคือ แผ่นใบของ ผักแว่นกำมะหยี่จะมีขนละเอียดสีขาวหนาแน่นคล้ายกำมะหยี่สีเงินสวยงามมาก จึงถูกตั้งชื่อว่า ผักแว่นกำมะหยี่และใบของ ผักแว่นกำมะหยี่จะหุบในช่วงเย็นพร้อมกับเริ่มกางออกในช่วงเช้าเป็นประจำทุกวัน ใบอ่อนและเถาอ่อนของ ผักแว่นกำมะหยี่รับประทานไม่ได้ จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพียงอย่างเดียว
      ผักแว่นกำมะหยี่ เป็นไม้ล้มลุกจำพวกเฟิร์น ลำต้นเป็นเหง้าทอดเลื้อย ใบเป็นใบประกอบมีใบย่อย 4 ใบ ใบย่อยเป็นรูปพัด มีอัปสปอร์ ขยายพันธุ์ด้วยไหล และอัปสปอร์ ปัจจุบัน ผักแว่นกำมะหยี่มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 2 แผงขายไม้น้ำ คุณเกดราคาสอบถามกันเองครับ.
ผักชีฝรั่ง ถอนพิษ ตะขาบแมงป่องได้
ผักชีฝรั่ง
      ใน ทางโภชนาการถ้ากิน ผักชีฝรั่งแบบสดจะได้วิตามินหลายชนิด เริ่มจากวิตามินซีที่คงอยู่อย่างเต็มเปี่ยมมีเบต้าแคโรทีนเป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้สร้างวิตามินเอหรือที่เรียกว่า โปรวิตามินเอช่วยบำรุงสุขภาพสายตา สร้างเสริมภูมิคุ้มกันทั้งระบบไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย และยังมีวิตามินบี 1 บี 2 “ไนอาซินทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเกิดความสมดุล มีแร่ธาตุสำคัญๆอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์
       ส่วน สรรพคุณทางสมุนไพรที่หลายคนไม่รู้คือ ทั้งต้น ผักชีฝรั่งแบบสดตำให้ละเอียดแล้วเอาไปทาหรือพอกบริเวณที่ถูกแมลงมีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง และอื่นๆ จะช่วยถอนพิษทำให้หายจากอาการเจ็บปวดและลดบวมลงได้
      ผักชีฝรั่ง หรือ ERYNGIUM FOETIDUM LINN. อยู่ในวงศ์ UMBELLIFERAE หรือ APIACEAE มีวางขายตามตลาดสดทั่วไป นิยมรับประทานสดกับลาบก้อย หรือใส่ต้มยำดับกลิ่นคาวมีกลิ่นหอมดีมาก
ผลตำลึง ขับนิ่วกระเพาะปัสสาวะ
ผลตำลึง
      สูตรดังกล่าว ให้เอา ผลตำลึงแก่จัดยังไม่ถึงสุก 5-7 ผลผ่าตามยาวลึกครึ่งผล จากนั้นตำสารส้มเป็นผงโรยลงในร่องที่ผ่าจนเต็มนำไปย่างไฟอ่อนๆ โดยหงายด้านที่โรยสารส้มขึ้นดูจนสารส้มละลายหมดจึงยกลงรอให้อุ่นใช้ผ้าขาวบางห่อทั้งหมด คั้นเอาน้ำจะได้ประมาณหนึ่งในสี่ของแก้ว แบ่งกินวันละ 3 ครั้ง เช้ากลางวันเย็น ทำกิน 2 วัน ก้อนนิ่วจะถูกจับออก แต่ก่อนที่ก้อนนิ่วจะออก จะมีอาการปวดท้องบ้าง หากก้อนนิ่วใหญ่จะปวดมากกว่านิ่วก้อนเล็ก
      ตำลึง หรือ  COCCINIA  GRANDIS LINN. VOIGT อยู่ในวงศ์ CUCURBITACEAE ใบดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ตัวร้อน ตำทาหรือพอกถอนพิษตำแย แก้ คัน แก้ปวดแสบ ปวดร้อน ดอก แก้คัน เมล็ดตำผสมน้ำมะพร้าวทาแก้หิด น้ำคั้นจากเถาหยอดตา แก้ตาแดง ตาช้ำ ตาแฉะ ตาฟาง แก้พิษอักเสบในตา ดับพิษ แก้วิงเวียนศีรษะ ราก แก้อาเจียน แก้โรคเบาหวานได้
ผักบุ้งจีนน้ำผึ้งแท้ แก้ต่อมลูกหมากโต
ผักบุ้งจีน
      ผู้อ่านไทยรัฐจำนวนมากเริ่มมีอาการต่อมลูกหมากโต ซึ่งในทางสมุนไพรให้เอา ผักบุ้งจีนสด ตัดราก 4 ขีด กับ น้ำผึ้งแท้” 3 ช้อนโต๊ะ ล้าง ผักบุ้งจีนให้สะอาด ต้มน้ำ 3-4 แก้ว จนเดือดแล้วยกลงใส่ น้ำผึ้งแท้ลงไปคนให้เข้ากันจนได้ที่ แบ่งกินก่อนอาหาร 3 มื้อเช้ากลางวันเย็น โดยกินทั้งน้ำและเนื้อ 2 วัน จะสังเกตได้ว่าอาการที่เริ่มเป็นจะดีขึ้น ให้ต้มดื่มเรื่อยๆ เมื่อหายดีแล้วก็หยุดกิน สูตรนี้ถ้าเป็นไม่มากจนถึงขั้นอันตรายหายได้ 
      ผักบุ้งจีน หรือ LPOMOEA AQUATICA FORSK. อยู่ในวงศ์ CONVOLVULACEAE ทั้งต้นแก้เลือดกำเดาออก ท้องผูก หนองไหล เบาขัด แก้โรคประสาท การเสื่อมสมรรถภาพ โรคนอนไม่หลับ ถ่ายเป็นเลือด ยาง เป็นยาถ่าย ราก แก้สตรีตกขาว ฟันเป็นรูปวด เบาขัด ไอเรื้อรัง เสียเหงื่อมาก ลดบวม ทั้งต้น ถอนพิษ แก้พิษเบื่อเมา ถอนพิษยาทั้งปวง แก้ตาฝ้าฟาง คนกินพริกมากๆ ทำให้ตาฟาง เอายอดหรือเถา ผักบุ้งกินเป็นยาถอนพิษได้
ผักเหมียง ช่วยตาดีเห็นชัดกลางคืน
ผักเหมียง หรือ “ผักเหลียง”
      ผักเหมียง หรือ ผักเหลียงผักพื้นบ้านภาคใต้ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัย มหิดล ระบุว่า ใบ มี เบต้าแคโรทีน สูงมาก เมื่อรับประทานแล้วจะเปลี่ยนเป็น วิตามินเอ ช่วยทำให้ สายตาดีมองเห็นชัดเจนในตอนกลางคืน ไม่เดิน ชนโต๊ะหรือเสาให้บาดเจ็บ ป้องกันไม่ให้เป็น โรค ตาบอดกลางคืน เด็กๆกินจะไม่เป็นโรคดังกล่าว ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงด้วย ตำรายาพื้นบ้าน ใบ ช่วยลอกฝ้า ทำให้สดชื่น แก้กระหายน้ำ
      ผักเหมียง หรือ GNETUM GNEMON LINN. อยู่ในวงศ์ GNETACEAE เป็นไม้โตเร็ว สูง 3-5 เมตร ดอกสีขาว มีดอกเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ผลสุกเป็นสีเหลือง กลมรี มี 1 เมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำกิ่ง มียอดอ่อนและกิ่งตอนวางขายทั่วไป ใบอ่อนยอดอ่อน ทำแกงเลียง ต้มกะทิ ใช้ห่อเมี่ยงคำ ผัดหมู ใส่วุ้นเส้น แกงไตปลา ผัดไข่ แกงจืด ลวกหรือกินสดกับน้ำพริก กินเป็นผักแกล้มขนมจีนปักษ์ใต้ รสชาติมันปนหวานอร่อยมาก
ผักเชียงดา ราชินี ผักพื้นบ้านภาคเหนือ
ผักเชียงดา
      ผักชนิดนี้ นิยมปลูกและนิยมรับประทานอย่างแพร่หลายเฉพาะถิ่นทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยส่วนใหญ่จะเอายอดอ่อน ใบอ่อน และดอก ซึ่งมีรสชาติขมมันไปปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงพื้นบ้าน ใส่ปลาแห้ง หรือปรุงเป็นแกงรวมกับผักเสี้ยวดอกขาวหรือดอกแดงที่มีรสชาติเปรี้ยว และแกงแครวมกับผักชนิดต่างๆ รับประทานอร่อยมาก
      ผักเชียงดา เป็นผักพื้นบ้านที่สามารถเก็บรับประทานได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งยอดอ่อน ใบอ่อน และดอก จะมีรสชาติอร่อยกว่าช่วงฤดูฝน เนื่องจากฤดูฝนรสชาติจะเฟื่อน ดังนั้น ในช่วงฤดูแล้ง ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอก เมื่อถูกนำไปปรุงเป็นอาหารตามที่กล่าวข้างต้นจะหวานหอมอร่อยมาก ชาวไทยพื้นบ้านทางภาคเหนือจึงนิยมรับประทาน ผักเชียงดาอย่างกว้างขวางในช่วงฤดูแล้ง และถือว่า ผักเชียงดาเป็น ราชินีแห่งผักพื้นบ้านภาคเหนือเลยทีเดียว
      ผักเชียงดา นอกจากจะใช้ปรุงเป็นอาหารอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์เป็นสมุนไพรอีกด้วย โดยในตำรายาแผนไทยระบุว่า ใบแก่หรืออ่อน นำไปตำให้ละเอียด พอกบริเวณกลางศีรษะหรือนิยมเรียกกันว่า กระหม่อมจะช่วยรักษาอาการหวัดและอาการไข้ได้ ใบยังเอาไปต้มน้ำดื่มเป็นยาช่วยลดน้ำตาลในเลือด หรือลดเบาหวานได้ดีระดับหนึ่ง ซึ่งคนเฒ่าคนแก่สมัยโบราณนิยมต้มดื่มกันอย่างแพร่หลาย
      ผักเชียงดา หรือ GYMNEMA INODORUM DECNE  อยู่ในวงศ์  ASCLE PIADACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่ สามารถเลื้อยได้ยาว 5-10 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้ามรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบมน เนื้อใบค่อนข้างหนา สีเขียวเข้มเป็นมัน
       ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกเป็นสีขาวอมเขียว เมื่อบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-6 มิลลิเมตร ดอกออกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเถา พบขึ้นตามธรรมชาติในป่าดิบแล้งทางภาคเหนือ มีชื่อเรียกอีก คือ ผักจินดา
      ปัจจุบัน ผักเชียงดาหรือ ผักจินดามีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 24 แผง คุณนิดคุณหล้าราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป นิยมปลูกให้ต้นหรือเถาเลื้อยพันรั้วหน้าบ้าน เมื่อต้นโตเต็มที่สามารถเก็บยอดอ่อน ใบอ่อน และดอก รับประทานเป็นอาหาร หรือใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรได้ตามที่กล่าวข้างต้นครับ.
ผักบุ้งนา แก้ตาฝ้าฟาง
ผักบุ้งนา
      ผักบุ้ง ที่นิยมรับประทานมี 3 ชนิด คือ ผักบุ้งจีน ต้นสีเขียวมัดเป็นกำทั้งต้นขาย ใช้ปรุงเป็นผักบุ้งไฟแดง ใส่เต้าเจี้ยว พริกขี้หนูทุบ ผักบุ้งไทย ต้นอวบใหญ่ สีเขียวอ่อน ทอดเลื้อยบนผิวนํ้า นิยมทำแกงส้ม แกงเทโพ ผัดเกลือใส่หมู และ "ผักบุ้งนา" ต้นและยอดเป็นสีแดง ขึ้นตามธรรมชาติ ทอดเลื้อยตามท้องนา กินสดกับลาบ ก้อย นํ้าตก และส้มตำอร่อยมาก ซึ่งทั้ง 3 ชนิด มีสารชนิดหนึ่งที่มีโครงสร้างคล้าย "อินซูลิน" ที่ช่วยลดนํ้าตาลในกระแส เลือดสำหรับคนเป็นโรคเบาหวานได้ มีเบต้าแคโรทีน เยอะ ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็น วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้ดวงตามีนํ้าหล่อเลี้ยงให้ตาเป็นประกาย ไม่แสบไม่แห้ง และยังมีวิตามินซี ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส บำรุง เลือด บำรุงกระดูกและฟันด้วย
      สำหรับสูตร "ผักบุ้งนา" แก้ตาฝ้าฟาง ให้เอา แบบสดครึ่ง กก.ใส่เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ นํ้า 1 ลิตร ต้มรวมกันจนเดือดกินทั้งนํ้าและเนื้อประจำ เดือนละ 15 วัน จะทำให้คนที่มีอาการตาฝ้าฟางหายได้ ถ้ากินทุกวัน ต้องกินสด 3-5 ยอด จิ้มเกลือป่นเคี้ยวกินได้เลย จะทำให้ดวงตาสว่างมองเห็นชัดเจนขึ้น ซึ่งคนเฒ่าคนแก่โบราณชอบบอกบรรดาลูกหลานบ่อยๆว่า กินผักบุ้ง ประจำจะทำให้ "ตาหวาน"
      ผักบุ้งนา หรือ IPOMOEA AQUATICA FORSSK. อยู่ในวงศ์ CONVOLVULACEAE มีต้นขายทั่วไป สรรพคุณนอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ยังเป็นยาเย็นถอนพิษ แก้ร้อนใน โดยใช้ผักบุ้งสดตำคั้นเอานํ้าใส่เกลือป่นเล็กน้อยอมไว้ในปากประมาณ 2 นาทีแล้วบ้วนทิ้ง ทำวันละ 2 ครั้ง เห็นผลชัดเจน
ผักหวานป่า มีต้นขายแล้ว
ผักหวานป่า
      ผักหวานป่า เป็นไม้กินยอดชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมปลูกเพื่อเก็บยอดรับประทานในครัวเรือน หรือเก็บยอดขายอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเมื่อนำไปปรุงเป็นอาหารแล้วจะมีรสชาติหวานกรอบมันอร่อยมาก แต่กิ่งพันธุ์ "ผักหวานป่า" หาซื้อยากมาก ผู้อ่านไทยรัฐจำนวนมากขอให้แนะนำแหล่งจำหน่ายบ้าง ซึ่งก็เป็นจังหวะที่พบว่ามีผู้นำเอากิ่งตอนของต้น "ผักหวานป่า" ออกมาวางขาย จึงรีบสนองความต้องการแฟนคอลัมน์ทันที
      ผักหวานป่า หรือ LEPTONYCNIA HE-TEROCLITA KURZ อยู่ในวงศ์ STERCU-LIACEAE เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง 6-10 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่แกมรูปรี ปลายและโคนใบแหลม เนื้อใบหนาคล้ายใบมะนาว หรือใบมะตูม ใบแก่สีเขียวเข้ม ใบอ่อน หรือ ยอดอ่อนจะมีขนาดเล็กเรียว เป็นสีเขียวอ่อน โดยยอดอ่อนนิยมนำไปปรุงเป็นอาหารหลายอย่าง รสชาติหวานมันอร่อยมาก มีราคากิโลกรัมละหลายบาท
      ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อยาวประมาณ 3-4 นิ้วฟุต แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กสีเขียวอ่อนเรียงตามแกนช่อดอกจำนวนมาก "ผล" เป็นรูปกลมรี ติดผลเป็นพวง สีเหลืองอมน้ำตาล เมื่อผลแก่หรือสุกจะเป็นสีแดง ภายในมีเมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง หรือเพาะชำราก ตามธรรมชาติของ "ผักหวานป่า" พบขึ้นบริเวณที่เป็นดอยสูง ชอบขึ้นในป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบ ดินดาน ดินร่วนปนทราย ดินปนหิน ชอบที่โล่งแจ้ง ไม่ชอบน้ำมากนัก ทนแล้งได้ดี ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี  จะเป็นช่วงที่ใช้ ประโยชน์เก็บยอดอ่อนและดอกอ่อนของ "ผักหวานป่า" รับประทานหรือขายได้
      โดย ในการประกอบอาหารนิยมใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อน นึ่ง หรือรับประทานสดกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกตาแดง ใช้แกงใส่ไข่มดแดงแบบแกงลาว ใส่น้ำปลาร้า แกงใส่ปลาแห้ง แกงปลากรอบ ยำกับปลาทูนึ่ง และแกงแค รสชาติหวานมันอร่อยดีมาก ซึ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมดังกล่าว จะมียอดอ่อนของ "ผักหวานป่า" วางขายตามแผงขายพืชผักพื้นบ้านทั่วไป
      ส่วน ประโยชน์ทางสมุนไพร ราก ใช้เป็นยาระงับพิษ แก้พิษร้อนกระสับกระส่าย แก้น้ำดีพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ปัจจุบันต้น "ผัก หวานป่า" มีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง "นายดาบสมพร" ราคาสอบถามกันเองครับ.
ผักคราดหัวแหวน อร่อยมีสรรพคุณ
ผักคราดหัวแหวน
      คนรุ่นใหม่ น้อยคนนักจะรู้จักหรือเคยรับประทาน "ผักคราดหัวแหวน" ซึ่งผักชนิดนี้เป็นผักพื้นบ้าน นิยมรับประทานกันมาแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดแล้ว โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเอาทั้งต้นกินเป็นผักสดกับป่นปลา แจ่ว ซุบขนุน ซุบเห็ด ซุบหน่อไม้ หรือใส่แกงหน่อไม้ แกงอ่อมปลา เนื้อ หรือหมู ดับกลิ่นคาวได้ดีมาก รสชาติหอมเผ็ดปร่าชาลิ้นอร่อยมาก โดยเฉพาะดอกจะมีรสเผ็ด ใบรสหวานปนขมและเย็น เมื่อปรุงกับอาหารจะชวนให้รับประทานมาก คนโบราณนิยมเอาใบสดเคี้ยวแก้ปวดฟัน เป็นยาชาได้ด้วย
      อย่างไรก็ตาม "ผักคราดหัวแหวน" นอกจากจะใช้ปรุงเป็นอาหารและกินสดกับน้ำพริกชนิดต่างๆ ได้อร่อยตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ทั้งต้นยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกด้วย โดยนำไปสกัดทำเป็นยาชา มีสรรพคุณแก้พิษตามทวาร แก้ริดสีดวงทวาร แก้ผอมเหลือง แก้เด็กตัวร้อน ต้นสดตำผสมเหล้า 40 ดีกรี หรือน้ำส้มสายชูอมแก้ฝีในคอ ต่อมน้ำลายอักเสบดีมาก แก้ไข้ แก้ปวดฟัน ทั้งต้นรสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับลม และช่วยย่อยอาหารได้
      ผักคราดหัวแหวน หรือ SPILANTHES AEMELLA MURR อยู่ในวงศ์ COMPO-SI TAE เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง สูง 20-30 ซม. หรือทอดไปตามหน้าดินเล็กน้อยแต่ปลายจะชูขึ้น ลำต้นกลม อวบน้ำ เป็นสีม่วงปนสีเขียว หรือสีแดงเข้ม ลำต้นอ่อนมีขนปกคลุม ต้นเป็นข้อปล้อง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้ามบริเวณข้อใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ขอบใบหยักพับ ก้านใบยาว ผิวใบสากมือ มีขน สีเขียวสด
      ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ลักษณะดอกเป็นกระจุกสีเหลือง ปลายดอกแหลมคล้ายหัวแหวน จึงถูกตั้งชื่อตามลักษณะดอกว่า "ผักคราดหัว-แหวน" ดอกย่อยมี 2 วง วงนอกเป็นตัวเมีย วงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เวลามีดอกจะดูแปลกตามาก
      ผล รูปไข่ มีเมล็ด ดอกออกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปักชำต้น โดยจะมีรากงอกออกมาบริเวณข้อ สามารถตัดเอาช่วงดังกล่าวไปปักชำได้เลย มีชื่อเรียกอีกคือ ผักคราด, ผักตุ้มหู, หญ้าตุ้มหู, ผักเผ็ด ชาวจีนแต้จิ๋วเรียกผักชนิดนี้ว่า "อึ้งฮวยเกี้ย" นิยมปลูกแพร่ หลายตามสวนยาจีน สวนยาไทย มีต้นวางขายเป็นผักสดให้คนซื้อไปรับประทานตามแผงขายผักพื้นบ้านทั่วไป ราคากำละไม่เกิน 10 บาทครับ.
ผกากรอง ทำลูกประคบ แก้ปวดเมื่อย
ผกากรอง
      ปัจจุบัน คนหันไปใช้วิธีบำบัดหรือรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยสมุนไพรกันมากขึ้น อยู่ที่ว่าใครใช้ถูกโฉลกหรือถูกธาตุจะได้ผลดี ส่วนที่ใช้แล้วไม่ได้ผลสามารถหยุดได้ ในส่วนของการทำลูกประคบด้วย ?ผกากรอง? เพื่อรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือฟกช้ำดำเขียว มีวิธีทำใช้เองแบบง่ายๆ คือ เอาดอก "ผกากรอง" ชนิด สดจำนวนพอประมาณโขลกละเอียดผสมเหล้า 40 ดีกรีเล็กน้อย จากนั้นตักห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบโตประมาณผลส้มเขียวหวาน หรือผลมะนาวเอาไปนึ่งให้ร้อนแล้วใช้ประคบตามร่างกายบริเวณที่ปวดเมื่อยกล้าม เนื้อ หรือฟกช้ำดำเขียว ประคบวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็นจะหายได้
      ผกากรอง ชนิดที่ใช้ทำลูกประคบเป็นพันธุ์โบราณ ดอกเป็นสีเหลืองแดง ชาวบ้านนิยมเรียกชนิดนี้ว่า "ผกากรองหน้ากุ้ง" มีขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณ แผง "คุณตุ้ม" หน้าตึกกองอำนวยการ เวลาไปซื้อบอกผู้ขายว่าต้องการ "ผกากรองหน้ากุ้ง" ผู้ขายจะรู้ทันที ซึ่งนอกจากจะใช้ทำลูกประคบแล้ว ยังมีสรรพคุณเฉพาะอีกคือ ใบตำพอกแผลฝีพุพองได้ ใบต้มเอาน้ำอุ่นหลังจากเดือดอาบ หรือแช่แก้โรคปวดข้อ อมแก้ปวดฟันดีมาก
พุดตาน ไม้มงคลจีนแก้หลายโรค
พุดตาน
      ไม้ต้นนี้ นอกจากมีดอกสวยงามเปลี่ยนสีได้เป็น 3 สีในดอกเดียวแล้ว ชาวจีนยังมีความเชื่ออีกว่าเป็นไม้มงคล เพราะมีดอกเปลี่ยนสีได้ถึง 3 สีดังกล่าว ซึ่งเปรียบเสมือนกับชีวิตคนที่เกิดมาเป็นเด็กแล้วโตขึ้นเป็นหนุ่ม และแก่เฒ่าตามวัฏจักรของชีวิตเหมือนสีของดอก"พุดตาน" ที่เมื่อแรกบานจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์เปรียบได้กับเด็กไร้เดียงสา แล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูสดใสดุจคนหนุ่มสาววัยร่าเริง และสุดท้ายจะเป็นสีแดงเข้มก่อนเหี่ยวร่วงโรยจากต้นเหมือนคนแก่วัยชราที่รอวันสิ้นอายุขัย ในประเทศจีนนิยมปลูกกันแพร่หลาย คนรุ่นใหม่น้อยนักจะรู้จักต้น "พุดตาน" 
       ในทางสมุนไพร ใบ หรือ ดอกสด ตำผสมน้ำผึ้งทาบริเวณที่เป็นฝี หรือบริเวณที่ถูกผึ้งต่อยไม่ให้เกิดการอักเสบได้ ใบแห้ง บดเป็นผงเตรียมเป็นขี้ผึ้งรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกดีมาก ซึ่งสารสำคัญในดอกคือ FLAVONOID GLYCOSIDE นอกจากนั้น ใบแห้ง จำนวน 15 ใบ บดให้ละเอียดแล้วใส่ไข่ขาวผสมให้เข้ากันนำไปพอกบริเวณที่เป็นคางทูม ทำพอกวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น ทำพอกจนกว่าจะหายคอบวม หรือ ใช้ดอกแห้ง 12 กรัม และ ใบสด 40 กรัมต้มน้ำดื่ม หรือ จะบดรวมกัน แล้วใส่ไข่ขาวนำไปทาบริเวณที่เป็นคางทูมก็ได้เหมือนกัน หากใครถูกไฟลวก น้ำร้อนลวก จนผิวหนังเป็นแผลพุพองไม่ถึงกับเป็นแผลลึกนัก ให้ใช้ใบสด 4 ใบ ตำละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าวทาบ่อยๆ อาการจะค่อยๆดีขึ้นเห็นได้ชัด ใครเป็น "งูสวัด" ใช้ใบสด 5 กรัม ตำใส่น้ำซาวข้าวทาบริเวณที่เป็นเรื่อยๆจะหายได้ หรือจะใช้ราก ตำนำไปพอกบริเวณที่เป็น "งูสวัด" รักษาได้เช่นกัน 
      พุดตาน หรือ HIBISCUS MU-TABILIS LINN. อยู่ในวงศ์ MALVACEAE ลักษณะเป็นไม้พุ่ม สูง 2-5 เมตร ต้นและกิ่งมีขนสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปไข่กว้าง ปลายแหลม โคนรูปหัวใจ ขอบใบเว้าลึก 3-5 แฉก เนื้อใบมีขนสากมือ ก้านใบยาว สีเขียวสด เวลาใบดกน่าชมมาก 
       ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อ 1-3 ดอก บริเวณซอกใบและปลายกิ่ง มีริ้วประดับ 7-10 อัน กลีบเกลี้ยง 5 แฉก มีขน มีกลีบดอกตั้งแต่ 5 กลีบไปจนถึง 10 กลีบ ตามแต่สายพันธุ์ ซึ่งก็มีมากกว่า 5 สายพันธุ์ มีทั้งดอกขนาดเล็กและดอกขนาดใหญ่ ที่เสนอในคอลัมน์เป็นสายพันธุ์เก่าแก่ มีดอกขนาดใหญ่ นิยมปลูกมาแต่โบราณ ดอกเมื่อแรกบานเป็นสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูก่อนเป็นสีแดงตามที่กล่าวข้างต้น ดอกบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์ กลาง 8-12 ซม. เวลามีดอกสวยงามมาก "ผล" รูปทรงกลม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่งถิ่นกำเนิดประเทศจีน มีต้นขายที่ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ
19 แผง "ป้าศรี" ราคาสอบถามกันเองครับ.
พาร์สเลย์ ผักฝรั่งกินดี
พาร์สเลย์
        ใคร ที่ชอบกินอาหารอิตาเลียนหรืออาหารฝรั่ง หรือชอบดูทีวีรายการอาหารของฝรั่งจะพบเป็นประจำที่พิธีกรหรือเชฟนำเอา "พาร์สเลย์" ผักครัวชนิดหนึ่งมาเป็นส่วนประกอบอาหารหลากหลายชนิด เช่น ปลานึ่ง หรือมะกะโรนี เป็นต้น เวลาปรุงเสร็จเชฟจะเด็ดยอดของ "พาร์สเลย์" ขึ้นวางบนหน้าอาหารจำนวน 1-2 ยอด เพิ่มสีสันให้ อาหารดูสวยงามน่ารับประทานมากขึ้น และ "พาร์สเลย์" จะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทำให้อาหารไม่มีกลิ่นคาว และที่สำคัญ "พาร์สเลย์" เคี้ยวกินสดๆจะช่วยดับกลิ่นปากเด็ดขาดนัก "พาร์สเลย์" สด มีแพ็กใส่ถุงพลาสติกขายตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆทั่วไป และจะมีปลูกเฉพาะโครงการหลวงทางภาคเหนือไม่แพร่ หลายทั่วไป ปัจจุบันเพิ่งจะพบมีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ เมื่อไม่นานมานี้ จึงรีบแนะนำคนชอบกินผักทันที
      พาร์สเลย์ PARSLEY มีชื่อวิทยาศาสตร์ PETROSELINUM CRISPUM อยู่ในวงศ์ UMBELLIFERAE เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กอายุสั้น ต้นและใบคล้ายกับขึ้นฉ่ายมาก แต่ต้นและใบจะแข็งและเหนียวกว่าขึ้นฉ่าย ใบมีขนาดเล็กกว่าขึ้นฉ่ายอย่างชัดเจน ต้นและกิ่งก้านแผ่กระจายกว้างเหมือนกับต้นขึ้นฉ่าย ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 5 ใบ เป็นรูปแฉก เหมือนกับใบขึ้นฉ่ายทุกอย่าง สีเขียวสด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวต่างจากกลิ่นของใบขึ้นฉ่าย ในต่างประเทศนิยมใช้ประกอบอาหารและรับประทานตามที่กล่าวข้างต้น ดอกเป็นสีขาว "ผล" กลมขนาดเล็ก เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลแตกได้ ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
       พาร์สเลย์ เมื่อแตกต้นและใบเยอะแล้วเก็บใช้ประโยชน์บ่อยๆ ต้นจะไม่เจริญเติบโตได้อีกจะตายไป ต้องปลูกใหม่ด้วยการเพาะเมล็ด ปัจจุบัน "พาร์สเลย์" มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวน จตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดิน ทั่วไป สามารถปลูกลงกระถางเพื่อเก็บยอดรับประทานได้
       ประโยชน์ของ "พาร์สเลย์" มีสารขับปัสสาวะ มีธาตุเหล็กป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารและแก๊สในทางเดินอาหารเป็นไปด้วยดี ทำให้ไม่เกิดอาการอึดอัดลดอาการปวดเสียด แก้โรคหอบหืด ลดอาการไอ ช่วยขจัดกลิ่นปากที่เกิดจากแบคทีเรีย ดีมากครับ.
พริกหยวก มีสรรพคุณ
พริกหยวก
       ผู้อ่านไทยรัฐ ที่เป็นขาประจำ "นายเกษตร" จำนวนไม่น้อยที่นิยมปลูกพืชผักกินได้ที่จำเป็นต้องใช้ในครัวเรือน เช่น พริก ข่า ตะไคร้ กะเพรา โหระพา สะระแหน่ และอื่นๆ อยากจะทราบว่า "พริกหยวก" หาซื้อต้นได้จากที่ไหน และ "พริกหยวก" นอกจากจะใช้ปรุงเป็นอาหารได้อร่อยแล้วมีสรรพคุณทางสมุนไพรอะไรบ้าง ซึ่งเป็นจังหวะพบว่ามีผู้ขยายพันธุ์ "พริกหยวก"   ออกวางขายเมื่อไม่นานมานี้   แต่มีจำนวนไม่มากนัก   ผู้ขายบอกว่าเป็นเพราะสภาพอากาศแห้งแล้งมากในปีนี้นั่นเอง
       พริกหยวก หรือ GREEN PEPPER มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า CAPSICUM ANNUUM L. อยู่ในวงศ์ SOLANACEAE ลักษณะเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น สูง 1.5-2.5 ฟุต ลำต้นสีเขียว แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มเล็ก ใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม รูปรีแกมรูปใบหอก ปลายแหลม โคนเกือบมน ขอบใบและแผ่นใบเรียบ สีเขียวสด
       ดอก ออกเป็นกลุ่มหรือเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย 3-5 ดอก มีกลีบดอก 5 กลีบ เป็นสีขาว มีถุงอับเกสรตัวผู้เป็นสีเทา และล้อมรอบด้วยเกสรตัวเมีย "ผล" รูปทรงกลมรี ส่วนหัวผลใหญ่ ปลายผลเรียวแหลม ขณะผลยังอ่อนเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีเหลืองอ่อน เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม เนื้อผลหนา มีกลิ่นฉุนและมีรสเผ็ด เล็กน้อย กรอบไม่เหนียว ด้านในผลกลวง มีไส้สีขาว   มีเมล็ดเกาะติดตามแกนของไส้หลายเมล็ด  ติดผลได้เรื่อยๆ  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด  ซึ่ง "พริกหยวก" มีถิ่นกำเนิดจากอเมริกาใต้ และ ประเทศเม็กซิโก ถูกนำเข้ามาขยายพันธุ์ปลูกและนิยมรับประทานในประเทศไทยช้านานแล้ว
      พริกหยวก มีสรรพคุณทางสมุนไพรคือ ผล มีสาร "แคบไซซิน" ใช้เป็นยาช่วยกระตุ้นน้ำย่อย นำไปผสมทำ เป็นขี้ผึ้งทาถูนวดรักษาอาการปวดเมื่อยเกี่ยวกับไขข้ออักเสบได้
      ปัจจุบัน "พริกหยวก" มีต้นขาย ที่ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แต่ทราบว่ามีไม่มากนักตามที่กล่าวข้างต้น บริเวณโครงการ 7 แผง "คุณหงส์" กับโครงการ 15 แผง "คุณปืด" ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป เมื่อต้นเริ่มล้มหรือตายให้เก็บผลแก่จัดไปตากแดดจนแห้งดีแล้วนำเอาเมล็ดไปขยายพันธุ์เป็นต้นใหม่อีก จะทำให้มีต้น "พริกหยวก" เก็บผลรับประทานไม่ขาดระยะ
      ประโยชน์ทางอาหาร "พริกหยวก" มีรสเผ็ดไม่มาก สามารถปรุงอาหารได้หลายอย่าง นิยม เอาผลอ่อนทำผัดเปรี้ยวหวาน ผัด "พริกหยวก" ใส่หมู กุ้ง รับประทานกับข้าวร้อนๆอร่อยมากครับ.
พีพวนน้อย ผลกินได้ รากแก้ไตพิการ
พีพวนน้อย
      สมัย เป็นเด็กบ้านนอกจำได้ว่าในช่วงฤดูฝน ตอนขึ้นเขาเข้าป่าจะพบต้น "พีพวนน้อย" ขึ้นอยู่ มากมายในป่าใกล้ๆกับลำห้วยหรือน้ำตก   เป็นช่วงที่ต้น "พีพวนน้อย" กำลังอยู่ระหว่างติดผลเต็มต้น ห้อยเป็นพวง มีทั้งผลดิบสีเขียว ผลแก่สีเหลือง และ ผลสุกเป็นสีแดงอมส้มดูสวยงามมาก ซึ่งผลดังกล่าวสามารถรับประทานได้ โดยผลดิบเอาเฉพาะเปลือกรสชาติเปรี้ยวปนมันกรอบกินเป็นผักสดกับน้ำพริกชนิดต่างๆ อร่อยยิ่งนัก ผลสุกเนื้อในหวานปนเปรี้ยวนิดๆ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวรับประทานชื่นใจชุ่มคอดี ปัจจุบันคนรุ่นใหม่น้อยคนนักจะรู้จัก
      พีพวนน้อย นอกจากผลจะรับประทานได้แล้ว บางส่วนจากต้น ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรอีกด้วย โดยในตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานระบุว่า ราก นำไป ผสมกับ ราก หญ้าคา เหง้า ต้นเอื้องหมายนา และ ลำต้นอ้อยแดง จำนวนเท่ากัน กะแต่ละอย่างตามเหมาะสมต้มน้ำเดือดดื่มขณะอุ่นให้สตรีที่ผอมแห้งแรงน้อย บำรุงเลือดดีมาก ราก ของ "พีพวน น้อย" กะจำนวนพอประมาณต้มกับน้ำจนเดือดเช่นกัน ดื่มวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละแก้ว เป็นยาแก้โรคไตพิการ (โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ มีปัสสาวะขุ่นข้น เหลือง หรือแดง และมักจะมีอาการแน่นท้องกินอาหาร ไม่ได้) ได้ดีมาก ซึ่งสูตรดังกล่าวนิยมใช้กันมาแต่โบราณได้ผลดีระดับหนึ่ง
      พีพวนน้อย หรือ UVARIA RUTA BLUME ชื่อพ้อง UVARIA RIDLEYI KING อยู่ในวงศ์ ANNONACEAE เป็นไม้เถาเลื้อย เนื้อแข็ง สามารถเลื้อยได้ไกลเกินกว่า 10 เมตร ลำต้นหรือเถาอ้วนใหญ่ประมาณลำแขน ผู้ใหญ่ กิ่งก้านและยอดมีขนสั้น หนาแน่น แตกกิ่งแขนงน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเป็นรูปรี ปลายใบเรียวแหลม โคนใบ เว้าเล็กน้อย หลังใบมีขนสีเขียวสด
      ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามซอก ใบ ดอกเป็นสีแดงอมม่วง กลีบเลี้ยงเป็นรูปไข่ กลีบดอกมี 6 กลีบเรียงซ้อนกัน  2  ชั้น  ดอกเมื่อบานเต็มที่เส้น ผ่าศูนย์กลางประมาณ   2-2.5   ซม. เวลามีดอกจะดูสวยงามมาก   "ผล" เป็นกลุ่ม หรือเป็นช่อห้อยลง แต่ละช่อประกอบด้วยผลย่อยหลายผล ผลเป็นรูปกลมรี หรือทรงกระบอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ผลอ่อนสี เขียว   แก่เป็นสีเหลือง   เมื่อสุกเป็นสีแดงอมส้ม ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก ดอกออกช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ติดผลแก่และสุกหลังจากมีดอก 4 เดือน เป็นประจำทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นทุกภาคของประเทศไทย มีชื่อ เรียกอีกคือ นมแมว (ภาคกลาง) บุหงาใหญ่ (ภาคเหนือ) นมควาย (ภาคใต้) นมแมวป่า (เชียงใหม่) หำลิง (อีสาน) ติงตัง (โคราช) ตีนตั่งเครือ (ศรีสะเกษ-อุบลฯ) พีพวน (อุดรธานี) และ สีม่วน (ชัยภูมิ) ครับ.
พริกขี้หนู-พริกไทยขาว แก้โรคชักโรคป่วง
พริกขี้หนู-พริกไทยขาว
      ในยุคสมัยก่อน  คนเป็นโรคชักหรือที่ชาวบ้านนิยม เรียกว่าโรคป่วงกันเยอะ อยู่ๆก็เป็นขึ้นมาเฉยๆไม่รู้ตัว ซึ่งหมอยาพื้นบ้านในยุคนั้นระบุว่า สาเหตุเนื่องจากเลือดลมเดินไม่ปกติ มีวิธีแก้ ตามแนวทางแพทย์แผนไทยโบราณคือ เอา "พริกขี้หนู-พริกไทยขาว" แบบแห้ง แยกบดจนละเอียดและแยกบรรจุใส่แคปซูล สมัยก่อนไม่มีแคปซูลเขาบดใส่โหลไว้ เมื่อมีคนเกิดอาการตามที่กล่าวข้างต้นจะตักผงชงกับน้ำอุ่นอย่างละ 1 ช้อน หรืออย่างละ 1 แคปซูล ก่อนอาหารเช้า-เย็น  และให้กินติดต่อกันไป  1-2  อาทิตย์  จากนั้นก็หยุดบ้างกินบ้าง  2-3 อาทิตย์/ครั้ง จะช่วยให้อาการที่เป็นทิ้งระยะห่างขึ้น
      พริกขี้หนู หรือ CAPSICUM  MINIMUM ROXB อยู่ในวงศ์ SOLANACEAE มีผลสดและผลแห้งวางขายทั่วไป สรรพคุณทางยา ผลช่วยเจริญอาหารลดอาการปวดบวม ไขข้ออักเสบ
      พริกไทยขาว หรือ PIPER NIG-RUM  LINN. อยู่ในวงศ์ PIPERACEAE มีผลแห้งขายแหล่งใหญ่ที่ตลาด อ.ต.ก.  มีสรรพคุณทางยา ใบ  แก้ลม  จุกเสียด  แน่น  แก้ปวดมวนในท้อง เมล็ด  รสเผ็ดร้อน  แก้ลมอัมพฤกษ์  แก้ลมลั่นในท้อง  บำรุงธาตุ  แก้ท้องอืดเฟ้อ  ต้นหรือเถา รสร้อน แก้อุระเสมหะ ราก รสร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน และช่วยย่อยอาหาร
ไพลป่าแดง สวยหายาก
ไพลป่าแดง
      ไพลป่า มี 2 ชนิดคือ ไพลป่าดำ มีต้นและดอกเป็นสีดำกับ ไพลป่าแดงที่ต้นและดอกเป็นสีแดงเข้มมองเห็นชัดเจน ส่วนลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับไพลบ้านทุกอย่าง รวมทั้งสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย เพียงแต่ ไพรป่าแดงกับ ไพลป่าดำจะหายากมาก คนจึงนิยมปลูกเฉพาะไพลบ้านเท่านั้น
      ไพลป่าแดง หรือ ZINGIBER  PURPURBUM ROSC. อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE เป็นไม้ล้มลุก ต้นสูง 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าหรือหัวใต้ดิน หัวเป็นแง่งโตติดต่อกันเป็นพืดคล้ายขิง เนื้อในหัวเป็นสีเหลืองแกมเขียว มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แทงหน่อหรือต้นขึ้นเป็นกอประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกันเป็นสีแดงเข้ม ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ เป็นรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายและโคนใบแหลม โคนก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ก้านใบเป็นสีแดงเข้ม
       ดอก ออกเป็นช่อแทงขึ้นจากเหง้าหรือหัวใต้ดิน ก้านช่อดอกกลมชูตั้งขึ้นเป็นสีแดงเข้ม ลักษณะดอกเหมือนกับดอกไพลบ้านทุกอย่าง ใบประดับเป็นสีแดงเข้มเรียงซ้อนสลับกันเป็นรูปทรงกลม ปลายดอกแหลม กลีบดอกเป็นสีเหลืองขนาดเล็กโผล่แลบออกมาตามซอกกลีบประดับ ทำให้เวลามีดอกดูสวยงามมาก ผลรูปทรงกลม เมื่อแห้งไม่แตกอ้า ภายในมีเมล็ด เป็นไม้เจริญเติบโตดีในช่วงฤดูฝน และจะทรุดโทรมหรือตายไปในช่วงฤดูแล้ง โดยจะฝังหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดินรอจนกระทั่งถึงฤดูฝนโปรยปรายเม็ดลงมาในฤดูกาลปีถัดไปจึงจะแทงต้นและมีดอกอีกครั้งเป็นวัฏจักร ขยายพันธุ์ด้วยหัวหรือเหง้า ปัจจุบัน ไพลป่าแดงกำลังเป็นที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะหากปลูกแล้วรดน้ำบำรุงปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ ต้นจะไม่ตายและมีดอกสีสันงดงามตลอดเวลา มีต้นหรือเหง้าขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 24 แผง คุณนิดคุณหล้าราคาสอบถามกันเอง
      ส่วนสรรพคุณทางสมุนไพรของไพลบ้าน เหง้าขับลม ขับประจำเดือน มีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ แก้บิด สมานลำไส้ ภายนอก เหง้าสดฝนทาแก้เคล็ดยอก ฟกบวม เส้นตึง เมื่อยขบ เหน็บชา และสมานแผล งานวิจัยพบว่าในเหง้ามีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีคุณสมบัติลดอาการอักเสบและบวม น้ำมันไพลผสมแอลกอฮอล์สามารถทากันยุงได้ นอกจากนี้ยังพบว่าในเหง้ามีสาร 4–(4–HYDROXY 1 BUTENYL) VERATROLE ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดลมได้ ทดลองใช้ผงไพลกับผู้ป่วยเด็กเป็นหืดสรุปว่าให้ผลดีทั้งในรายที่มีอาการหอบหืดแบบเฉียบพลันและเรื้อรังครับ.
พรมมิ มีต้นขายแล้ว
       ผู้อ่านไทยรัฐ ที่ชอบเรื่องพืชกินได้ที่มีสรรพคุณเป็นสมุนไพร อยากทราบว่าต้น พรมมิที่เป็นข่าวดังด้านงานวิจัยว่ามีคุณสมบัติทางการแพทย์ ช่วยในด้านความจำ บำรุงสมอง และลดอาการขี้หลงขี้ลืม หรือ อัลไซเมอร์ ได้ มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์อย่างไร เป็นต้นเดียวกันกับต้นลานไพลินหรือไม่ และมีต้นขายที่ไหน ซึ่ง ความจริงแล้วต้น พรมมิหาซื้อยากมาก เพิ่งพบ ว่ามีต้นวางขายที่ งานสมุนไพรแห่งชาติ จัดขึ้นที่อิมแพค เมืองทองธานี บริเวณฮอลล์ 7-8 โซนต้นไม้ ร้านคุณตุ๊ก โดยงานจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 31 ส.ค. ถึงวันที่ 4 ก.ย. 54 จึงแจ้งให้ทราบทันที        
พรมมิ
      ส่วน ที่สงสัยว่าเป็นต้นเดียวกับต้น ลานไพลิน หรือไม่นั้น ขอยืนยันว่าเป็นคนละต้นกัน แต่เป็นพืชในวงศ์เดียวกัน มีข้อแตกต่างคือ พรมมิต้นจะไม่มีขน ใบหนาอวบน้ำ ปลายใบมน ไม่แหลมเหมือนกับใบต้นลานไพลิน และ ต้นลานไพลินจะมีขน
       พรมมิ หรือ BACOPA MONNIERI L.WETTST. มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นผักพื้นบ้าน พบได้ทั่วไปในประเทศไทย มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเนปาล และ อินเดีย เป็นพืชสะเทินน้ำสะเทินบก ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ ลำต้นอวบน้ำไม่มีขน ทอดเลื้อยไปตามพื้นได้ยาวกว่า 1 ฟุต ชูยอดขึ้นใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม เป็นรูปไข่ค่อนข้างยาว ปลายใบกว้างกลมมนโคนใบแคบ ขอบใบเรียบ สีเขียวสด
       ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆตามซอกใบ ลักษณะดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ลักษณะกลีบดอกเป็นรูปรี ปลายตัด ดอกเป็นสีขาว หรือ สีครามอ่อนๆ มีเกสรตัวผู้ 4 อัน ดอกออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำต้น
      ใน ต่างประเทศ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น ต้น พรมมิถูกนำไปสกัดเป็นยาและทำเป็นอาหารเสริมหลายรูปแบบ ทั้งทำเป็นสารสกัดออกฤทธิ์ ทำยาสระผม น้ำมันทาถูนวดแก้อาการชา ในประเทศไทยบ้านเรา ชาวบ้านทางภาคอีสานเรียก พรมมิว่า ผักมินิยมรับประทานเป็นผักพื้นบ้าน
        การ ศึกษา วิจัยพบว่า สารสกัดจาก พรมมิมีผลต่อการเสริมความจำและการเรียนรู้ ป้องกันเซลล์ประสาทโดยไม่ทำให้เกิดพิษในสัตว์ทดลอง จึงนับว่า พรมมิเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพดีมากอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะมีต้นขายที่งานสมุนไพรแห่งชาติตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณ แผง คุณตุ๊กหน้าตึกกองอำนวยการอีกด้วย ราคาสอบถามกันเองครับ.
พลู สูตรบรรเทาเครียด
พลู
      ปัจจุบัน คนเป็นโรคเครียดกันมาก ทั้งที่บางคนไม่มีสาเหตุแต่ก็มีอาการเครียดได้ ส่วนใหญ่จะปวดตึงที่บริเวณท้ายทอยหรือต้นคอแตกต่างจากอาการปวดศีรษะ ในทางสมุนไพรมีวิธีบรรเทาแบบง่ายๆ คือ เอาใบ พลูที่ใช้กินกับหมากหรือเถา พลูอย่างใดอย่างหนึ่งตากจนแห้งหรืออบจนแห้งจำนวน 10 กรัม ชงกับน้ำร้อนพอท่วมยา รอจนน้ำเปลี่ยนสีดื่มตอนที่เกิดอาการเครียด จะช่วยบรรเทาลงได้เหลือเชื่อ สูตรนี้ใช้กันมาแต่โบราณแล้วลองทำดู
      พลู หรือ BETEL  VINE–PIPER  BETLE LINN. อยู่ในวงศ์ PIPERACEAE สรรพคุณทางยา น้ำคั้นใบสดกินเป็นยาขับลม ทาแก้ลมพิษโดยใช้ 3-4 ใบขยี้ หรือตำละเอียดผสมเหล้าขาวเล็กน้อยทาบริเวณที่เป็น  ใบมีน้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วย CHAVICOL และ EUGENOL มีฤทธิ์ทำให้ชาเฉพาะที่ สามารถบรรเทาอาการคันและฆ่าเชื้อโรคบางชนิดด้วย จึงมีการพัฒนาเป็นยาทารักษาโรคผิวหนังบางชนิดได้


พุทธรักษา เหง้าแก้ตับอักเสบ

พุทธรักษา

      พุทธรักษา นอกจากดอกจะมีสีสันสวยงามหลายสีและดอกใช้เป็นสัญลักษณ์ วันพ่อแล้ว ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย โดย เหง้าสดจากต้น พุทธรักษาสีใดก็ได้ น้ำหนัก 90 กรัม ต้มกับน้ำพอประมาณจนเดือดดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้าเย็น 7 วัน จะช่วยรักษาโรคตับอักเสบที่เริ่มมีอาการยังไม่ถึงขั้นรุนแรงให้ดีขึ้นได้ และยังช่วยแก้บิด ตกขาวประจำเดือนมาไม่ปกติในสตรี แก้ไอ วัณโรคด้วย ดอก ใช้ห้าม เลือด รักษาแผลที่มีหนอง เมล็ด บดพอกขมับ ช่วยแก้ปวดศีรษะได้
      พุทธรักษา หรือ CANA HYBRID อยู่ในวงศ์ CANNACEAE ถิ่นกำเนิดจากอเมริกาเขตร้อน ดอกมีหลายสี นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป ผลกลม ผิวผลมีหนามนุ่ม เมล็ดในสีดำกลม ดอกออกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและเหง้า มีต้นขายทั่วไปที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ

เพชรสังฆาต แก้ไขมันอุดตันถุงน้ำดี
เพชรสังฆาต
      โรคนี้ เป็นแล้วท้องจะอืดแน่นหายใจลำบากคล้ายกับเป็นโรคไต หากเป็นระยะแรกให้เอา เถา เพชรสังฆาตสด 3 ขีด ล้างน้ำให้สะอาด สารส้ม 1 ก้อนโตหน่อย นำเถา เพชรสังฆาตลงต้มกับน้ำเกือบ 1 ลิตร หรือกะด้วยสายตาจนเดือดแล้วเอาสารส้มใส่ภาชนะลงไปแกว่ง 3-4 รอบ ยกลง ปล่อยให้น้ำเย็นดื่มครั้งละครึ่งแก้วก่อนอาหารเช้าและเย็น ทำกิน 5-7 วัน จะช่วยให้อาการท้องอืดเนื่องจากไขมันอุดตันถุงน้ำดีดีขึ้นและหายได้ หากมีอาการอักเสบรูทวารหนักบวม จะช่วยให้หายได้อีกด้วย
      เพชรสังฆาต หรือ CISSUS QUADRAN-GULARIS LINN. อยู่ในวงศ์ VITACEAE เป็นไม้เถาเลื้อย เป็นข้อปล้อง มีต้นขายทั่วไปที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ มีชื่อเรียกอีกคือ ชั่นข้อ, สันชะควด และ สามร้อยต่อ ตำรายาไทย เถาสดกินแก้ริดสีดวงทวาร วันละ 1 ข้อ ให้ครบ 3 วัน โดยหั่นบางๆ ใช้เนื้อมะขามเปียกหรือเนื้อกล้วยสุกหุ้มกลืน เพราะเถาสดอาจทำให้คันคอได้

ฟักข้าว ยับยั้งเอดส์มะเร็ง
ฟักข้าว
      ผม เคยเขียนถึงประโยชน์และสรรพคุณทางสมุนไพรของ ฟักข้าวไปว่า ในประเทศไทยนิยมนำเอาผลอ่อนของ ฟักข้าวปรุงเป็นอาหารได้หลาย อย่าง เช่น ทำแกงเลียง แกงกะทิ หรือต้มราดกะทิจิ้มกับน้ำพริกรสชาติอร่อยมาก เมื่อรับประทานแล้วสามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายตอนเป็นไข้หรือร้อนในได้ และ ทางสมุนไพรไทย ใบ แก้ไข้ ตัวร้อน ถอนพิษอักเสบ ตำพอกแก้ปวดหลัง แก้ฝี แก้พิษต่างๆ เมล็ด คั่วให้กรอบกินเป็นยาบำรุงปอด แก้ฝีในปอด แก้ไอ ขับปัสสาวะ ราก ต้มน้ำดื่มถอนพิษทั้งปวง ถอนพิษไข้ ขับเสมหะ
      ปัจจุบัน มีงานวิจัยในหลายประเทศยืนยันว่า ผล ของ ฟักข้าวทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นของไทย หรือ ฟักข้าวของเวียดนาม ผล อุดมไปด้วยสาร ไลโคฟิน สูงมาก เมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น คือ 380 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักผล ในขณะที่มะเขือเทศสุกมีเพียง 31 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักผล ซึ่งจะสูงกว่าถึง 70 เท่า และมีสาร เบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท ถึง 10 เท่า สารดังกล่าวมีคุณสมบัติโดดเด่นในการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน มีประสิทธิภาพในการรักษา และ ยับยั้ง การเจริญของก้อนมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และ ยับยั้งการเจริญของเชื้อ เอชไอวี หรือ เอดส์ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหิดลมีงานวิจัยและจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว
      ส่วน งานวิจัยใน เมล็ดแก่ ของ ฟักข้าวพบโปรตีน มอมอร์โคลซิน-เอสและสาร โคลซินินบี มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ ไรโปโซม ซึ่งเป็นแหล่งผลิต กรดอะมิโน และต้านการเจริญของ เซลล์มะเร็งหลายชนิด โดยสารสำคัญ เหล่านี้พบมากที่สุดบริเวณเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงในผลสุกของ ฟักข้าวโดยเฉพาะ ฟักข้าวเวียดนาม ที่มีผลขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ประเทศเวียดนาม เป็นผู้ผลิตและส่งออก ฟักข้าวรายใหญ่ที่สุดในรูปแบบของสารสกัด ไลโคฟิน เป็นผงบรรจุแคปซูล เนื้อเข้มข้น อบแห้ง แช่แข็งจำหน่ายไปทั่วโลก
       ในประเทศไทย การปลูกฟักข้าวทั้งสายพันธุ์ที่เป็นของเวียดนาม และสายพันธุ์ไทย กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งเพื่อใช้ประโยชน์ ในทางสมุนไพรตามสรรพคุณที่กล่าวข้างต้นและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม ซอส เวชสำอาง สบู่ก้อน สบู่เหลว ครีมพอกหน้า และอื่นๆ อีกเยอะ โดยเฉพาะราก ของ ฟักข้าวที่เป็นแบบสดนำไปทุบพอแตกแช่น้ำ สระผมแก้ผมร่วง ฆ่าเหาได้อีกด้วย ปัจจุบัน ฟักข้าวทั้งของไทยและของเวียดนาม มีขายที่ ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง คุณพร้อมพันธุ์ราคาสอบถามกัน เองครับ.
เมล็ดกุยช่าย แก้ปวดฟันจากฟันผุ
เมล็ดกุยช่าย
      ในยุคสมัยก่อน อาการปวดฟันที่เกิดจากฟันผุคนเป็นกันเยอะ โดยเฉพาะคนที่มีภูมิลำเนาในชนบทห่างไกลตัวเมืองจะใช้วิธีรักษาด้วยยาสมุนไพรง่ายๆและมีมากมายหลายอย่าง ซึ่ง เมล็ดกุยช่ายเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย โดยให้เอา เมล็ดกุยช่ายมากน้อยตามต้องการ หรือตามแต่จะหาได้ ส่วนใหญ่มีขายตามร้านยาจีน นำไปคั่วไฟให้สุกจนดำเกรียม บดเป็นผงละเอียด ผสมกับน้ำมันพืชยี่ห้อไหนก็ได้ ใช้สำลีชุบน้ำอุดบริเวณฟันผุทิ้งไว้ค้างคืน จะช่วยให้หายปวดฟันได้ และ ฟันจะไม่ผุต่ออีกด้วย
      กุยช่าย หรือ ALLIUM TUBEROSOM ROXB อยู่ในวงศ์ AL-LIACEAE ประโยชน์ทางอาหาร ต้นผัดกับตับหมู ทำกุยช่ายทอด ใบกินสด ใส่ผัดไทย สรรพคุณทางสมุนไพร ใบมีฟอสฟอรัสสูง เป็นยาแก้หวัด บำรุงกระดูก แก้ลมพิษ น้ำคั้นใบใช้ทาท้องเด็กแก้ท้องอืดได้
มะเม่า ผลอร่อยสรรพคุณดี
มะเม่า
      ระยะนี้ แผงขายพืชผักพื้นบ้านจะมีผลของ มะเม่าวางขายมากมาย ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อไปรับประทานอย่างแพร่หลาย รวมทั้งตัวผมด้วย ที่จำได้เสมอถึงตอนที่เป็นเด็กชนบท เวลาขึ้นเขาเข้าป่าในช่วงที่ต้น มะเม่าติดผลสุก จะปีนขึ้นไปเก็บลงมารับประทานและนำไปวางขายในตลาดตัวเมืองเป็นประจำ มีคนซื้อมากมายเพราะผลสุกของ มะเม่ามีรสชาติดีนั่นเอง และนอกจากจะนิยมรับประทานแล้ว บางส่วนของ มะเม่ายังมีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย คือ ต้นและราก มีรสจืดนำไปต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้กษัย ขับปัสสาวะ ช่วยให้ไตแข็งแรง หรือบำรุงไตได้ดีมาก ในสตรีดื่มแล้วแก้มดลูกพิการ แก้ตกขาว แก้มดลูกอักเสบช้ำบวม ขับเลือด แก้น้ำคาวปลา นอกจากนั้น ยังช่วยแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้เส้นเอ็นพิการได้ด้วย
       ประโยชน์อย่างอื่น ผลนำไปแปรรูปทำเป็น ไวน์มะเม่ารสชาติดีไม่แพ้ไวน์ที่นำเข้าจากต่างประเทศแม้แต่น้อย  มีคนซื้อไปรับประทานอย่างกว้างขวาง
       มะเม่า หรือ ANTIDEX- MA VELUTINUM TULAS. อยู่ในวงศ์ EUPHORBIACEAE มีลักษณะทางพฤกษ-ศาสตร์ เป็นไม้พุ่มยืนต้น สูง 5-10 เมตร ลำต้นเดี่ยว แตกกิ่งก้านสาขาทรงกลม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ เป็นรูปรีแกมขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปไข่ ปลายและโคนใบแหลม ผิวใบเรียบ สีเขียวสด
       ดอก ออกเป็นช่อยาวตามซอกใบและปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกเป็นสีขาว หรือ สีเหลืองนวล หลังดอกร่วงจะติด ผลเป็นรูปทรงกลม ผลโตเต็มที่ประมาณเกือบปลายนิ้วก้อยมือผู้ใหญ่ ติดผลหนาแน่นเป็นช่อยาว ตามภาพประกอบคอลัมน์ ฉ่ำน้ำ ผลอ่อนสีเขียวอมขาว ผลสุกเป็นสีแดงหรือสีม่วงคล้ำเกือบดำ เวลาติดผลเป็นช่อยาวจะสวยงามน่าชมมาก รสชาติเปรี้ยวปนฝาด มี 1 เมล็ด จิ้มเกลือหรือทำส้มตำ มะเม่าอร่อยมาก ติดผลดกช่วงฤดูหนาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง ปัจจุบันกิ่งตอนหาซื้อยากมากครับ.
มะเขือส้มคือมะเขือเทศ
มะเขือส้ม
        ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากที่เป็นคนรุ่นใหม่สงสัยว่า มะเขือส้มที่พบมีวางขายตามแผงพืชผักพื้นบ้านเป็นอย่างไร เพราะผู้ขายบอกว่าเป็น มะเขือส้มทั้งที่ดูแล้วน่าจะเป็น มะเขือเทศ ซึ่งความจริงก็คือมะเขือเทศจริงๆ ตามที่เข้าใจทุกอย่าง แต่เป็นสายพันธุ์เก่าแก่ดั้งเดิมที่นิยมปลูกมาแต่โบราณ โดยส่วนใหญ่จะปลูกกันมากทาง ภาคเหนือและภาคอีสาน มีชื่อเรียกกันว่า มะเขือเครือ เพราะต้นทอดเลื้อยหรือไต่ห้าง รสชาติเปรี้ยวจัดมากเลยเรียกอีกชื่อว่า มะเขือเปรี้ยว จังหวัดสุรินทร์เรียกว่า ตรอม ภาคเหนือกับภาคอีสานเรียกว่า มะเขือส้มซึ่งคำว่าส้มหมายถึงเปรี้ยวนั่นเอง นอกจากนั้นทั่วๆไปยังเรียกว่า มะเขือเทศ ด้วย
       ในทางอาหาร มะเขือส้มนิยมเอาผลสุกใส่ส้มตำ ต้มยำไก่ ปรุงกับนํ้าพริก และใส่นํ้าพริกอ่อง ช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากขึ้นส่วนสรรพคุณทางยา มะเขือส้มมีวิตามินซีสูง กินบ่อยๆจะช่วยบำรุงผิวดีมาก ใบสดตำพอกแก้ผิวหนังถูกแสงแดดเผา ผลรับประทานเป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้เจริญอาหาร ขับพิษสิ่งตกค้างในร่างกายได้ รากสด ต้มนํ้าจนเดือดแล้วรับประทานช่วยแก้ปวดฟัน หรือใช้ล้างแผลสดดียิ่ง
       มะเขือส้ม หรือ LYCOPERSICON ESCULENTUM MILL. อยู่ในวงศ์ SO-LANACEAE เป็นไม้พุ่มหรือเลื้อย สูง 1-2 เมตร ลำต้นทอดเลื้อยตามหน้าดิน หรือไต่ตามห้างที่ทำไว้รองรับ ลำต้นมีขนปกคลุมหนาแน่น ใบเป็นใบประกอบ ออกเรียงสลับ ขอบใบหยักลึก มีขนทั่ว ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ผลกลม ติดผลเป็นพวง ผลโตเต็มที่ประมาณปลายนิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่ ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีแดงอมส้มและดูใสๆ เปลือกผลบาง รสเปรี้ยวจัด ติดผลทั้งปี ผลดกมากช่วงฤดูหนาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เวลาติดผลดก สีของผลดิบและสุกดูสวยงามมากครับ.
เมล็ดชุมเห็ดไทย ช่วยให้นอนหลับได้
เมล็ดชุมเห็ดไทย
      เมล็ดชุมเห็ดไทย นำไปคั่วไฟให้ดำเกรียมเหมือนคั่วเมล็ดกาแฟแล้วทำเป็นผงชงกับน้ำร้อนเหมือนชงกาแฟดื่มจะมีกลิ่นหอมชื่นใจดื่มแล้วไม่ทำให้ใจสั่น ชงให้คนไข้ดื่มต่างน้ำจะทำให้นอนหลับดี คนที่เป็นโรคนอนไม่หลับดื่มก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบาย และยังแก้กษัย ขับปัสสาวะพิการ (เชื่อว่าน่าจะมีคาเฟอีนอยู่บ้าง) ทั้งต้นปรุงเป็นยาแก้ไข้ เนื้อไม้ระบายแก้ไอขับเสมหะ แก้หืด คุดทะราด ฟกบวม ใบเป็นยาระบาย เมล็ดรักษาโรคผิวหนังได้ด้วย
      ชุมเห็ดไทย หรือ CASSIA TORA LINN. อยู่ในวงศ์ CAESALPINEAE เป็นไม้ขนาดเล็กสูง 3 ฟุต ใบแหลมคล้ายใบต้นก้ามกราม ดอกสีเหลืองคนละชนิดกับชุมเห็ดเทศ ผลเป็นฝักกลมยาว มีเมล็ดหลายเมล็ด พบขึ้นตามที่รกร้างทั่วไป มีชื่ออีกคือ ชุมเห็ดเล็ก ชุมเห็ดนา ชุมเห็ดเขาควาย ฯลฯ

      ปัจจุบัน คนมีอาการเป็น โรคนอนไม่หลับเยอะ บางคนไม่มีเรื่องทำให้เครียด แต่ข่มตาหลับไม่ลง เกือบตลอดคืน นั่งสมาธิสวดมนต์หรือเดินให้เหนื่อยตามที่ นายเกษตรเคยแนะนำ แต่ก็ไม่หลับ ต้องกินยา นอนหลับหรือยาคลายเครียดเป็นประจำจึงพอทุเลาลง ซึ่งในทางสมุนไพรมีวิธีแก้แบบธรรมชาติง่ายๆ คือ เอา เมล็ดชุมเห็ดไทยคั่วไฟอ่อนๆ จนเหลืองเกรียมแล้วบดเป็นผง ตัก 1 ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนครึ่งแก้วดื่มก่อนเข้านอนประจำทุกวัน จะทำให้นอนหลับได้ หากมีอาการนอนไม่หลับรุนแรงสามารถชงดื่มต่างน้ำชาได้ แต่ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคไตเสื่อม สูตรนี้นิยมใช้ได้ผลดีมาแต่โบราณแล้ว เมล็ด ยังปรุงเป็นยาแก้โรคผิวหนังได้อีกด้วย ทุกส่วนของต้น ชุมเห็ดไทยมีสารกลุ่ม แอนทารควิโนนทดลองในสัตว์จากน้ำสกัดของเมล็ดมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ บีบมดลูก สารสกัด เบนซีนมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังในหลอดทดลอง
       ชุมเห็ดไทย หรือ Foetid Cassia-Cassia Tora Linn. อยู่ในวงศ์ LEGUMINOSAE เป็นไม้ล้มลุก พบขึ้นตามที่รกร้างข้างทางทั่วไป ต้นสูงไม่ถึง 1-2 เมตร เป็นพุ่มแน่น ใบเป็นใบประกอบ สีเขียวสด ดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด ผลเป็นฝัก เมล็ดรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สีน้ำตาลแกมเขียว เป็นไม้เจริญเติบโตในฤดูฝน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ไม่พบว่ามีต้นขายที่ไหน ต้องเสาะหากันเอง และ เป็นคนละต้นกับ ชุมเห็ดเทศมีชื่อเรียกอีกคือ ชุดเห็ดควาย ชุมเห็ดนา ชุมเห็ดเล็ก ลับมึนน้อย พรมดาน และ หญ้าลึกลืน
มะหาด ผลกินได้สรรพคุณดี
มะหาด
      ไม้ต้นนี้ มีขึ้นทุกภาคของประเทศไทย พบมากที่สุดทางภาคเหนือ ซึ่ง มะหาดเป็นไม้พระราชทานปลูกเพื่อเป็นมงคลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ ARTOCARPUS LAKOOCHA  ROXB. อยู่ในวงศ์ MORACEAE เป็นไม้ต้น สูง 15-25 เมตร ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนเกือบมน ใบมีขนสากมือทั้งสองด้าน ใบดกให้ร่มเงาดีมาก ดอก ออกเป็นช่อรวมทรงเกือบกลมตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกเป็นสีเหลือง ผลกลม ผิวขรุขระ เมื่อสุกเป็นสีเหลือง ผลโตเต็มที่ประมาณเกือบเท่าผลส้มเขียวหวาน เนื้อในผลสีโอลด์โรสกินได้เปรี้ยวปนหวานเล็กน้อย มี 4-5 เมล็ด ดอกออกเดือนกุมภาพันธ์ ติดผลเดือนมีนาคมผลแก่เดือนพฤษภาคมทุกปี
      เนื้อไม้ หยาบแข็งทนทานมาก นิยมใช้ก่อสร้าง ทำเครื่องดนตรี เปลือกทำเชือกได้ รากให้สีเหลืองใช้ย้อมผ้า สรรพคุณยา แก่น มะหาดต้มน้ำดื่มเป็นยาละลายเลือด แก้ลม แก้กษัย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้ท้องผูก ไม่ถ่าย ราก ต้มน้ำดื่มแก้ไข้ และขับพยาธิปวกหาด มีวิธีทำคือเอาเนื้อไม้ของ มะหาดจำนวนตามที่ต้องการจะใช้ต้มกับน้ำจนเดือดและเคี่ยวต่อเป็นเวลานาน จนมีฟองขึ้นเยอะๆ แล้วเอาน้ำเทใส่ผ้ากรองบีบเอาน้ำออกให้แห้ง จะได้ผงสีนวลจับกันเป็นก้อน นำไปย่างไฟจนเหลือง เรียกก้อนดังกล่าวว่า ปวกหาดใช้เป็นยาถ่ายพยาธิเส้นด้าย พยาธิไส้เดือน และพยาธิตัวตืดในเด็ก สารที่ออกฤทธิ์คือ 2, 4, 3, 5 TETRAHYDROXYSTILBENE ไม่มีความเป็นพิษ โดยขนาดที่ใช้คือ ผง ปวกหาด” 3 กรัม ละลายน้ำเย็นดื่มตอนท้องว่างเช้ามืด นอกจากนั้นยังสามารถละลายกับน้ำ ทาแก้คันตามร่างกายได้ด้วย
      ปัจจุบันต้น มะหาดมีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง นายดาบสมพรราคาสอบถามกันเองครับ.
มะกรูด ปลูกใช้ประโยชน์คุ้ม
มะกรูด
      มะกรูด มีประโยชน์เป็นทั้งอาหารและเป็นสมุนไพร ซึ่งในยุคสมัยก่อนนิยมปลูกในบริเวณบ้านกันอย่างแพร่หลายและ นิยมใช้ใบสด ไปใส่อาหารหลายชนิด เพื่อดับกลิ่นคาวทำให้มีกลิ่นหอมชวนรับประทานมากขึ้น ใบและเปลือกผลแห้งทำเป็นเครื่องเทศ เปลือกผลสดกลั่นให้น้ำมันหอมระเหยแต่งกลิ่นเครื่องหอมหลายชนิดหรือสูดดมกลิ่นแก้วิงเวียน ผลแช่อิ่มเปรี้ยวปรุงอาหาร ผลดองเปรี้ยวหรือเค็มกินเป็นยาฟอกเลือด สารสำคัญคือน้ำมันหอมระเหย ส่วนใหญ่ประกอบด้วยสาร CITRONELLAL และ CITRONELLNE ACETATE
      ผล มะกรูดช่วยบำรุงเส้นผมและหนัง ศีรษะ โดยใช้น้ำคั้นสด หรือ นำผลสดไปเผาแล้วผ่าครึ่งถูไปมาให้เส้นผมรับน้ำ มะกรูดป้องกันรังแค และน้ำมันหอมระเหยจะช่วยเคลือบเส้นผมให้เงางามได้ ผล มะกรูดนำไปเชื่อม รับประทาน เป็นของว่างช่วยแก้ปวดหัวได้ สถาบันวิจัยโภชนา การมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ใบสดของ มะกรูด” 100 กรัม (1 ขีด) มี เบต้าแคโรทีน ถึง 220.18 ไมโครกรัม เทียบหน่วย เรตินัลที่ใน 1 วัน ผู้ใหญ่ต้องการวิตามินเอราว 800 ไมโครกรัม เทียบหน่วย เรตินัล
      น้ำ ในผล มะกรูดใช้ย้อมผ้าเหลืองพระได้ ราก ใช้เป็นยากระทุ้งพิษ แก้พิษฝีภายใน แก้เสมหะเป็นโทษ น้ำ มะกรูดใช้ถูฟันแก้เลือดออกตามไรฟันเพราะมีวิตามินซี ผลดองเปรี้ยวหรือเค็มกินฟอกระดูสตรี ผิวผลปรุงเป็นยาลม ผล มะกรูด” 1 ผล ตัดจุกคว้านไส้กลางออกเอามหาหิงคุ์ใส่กลางผลปิดจุกสุมไฟดำเกรียมกรอบทำผงละลายกับน้ำผึ้งป้ายลิ้นเด็กอ่อนตั้งแต่แรกคลอดเป็นยาขับขี้เทา ขับผายลม แก้ปวดท้องดีมาก

มะกรูด หรือ CITRUS HYSTRIX DC. มี ถิ่นกำเนิดภูมิภาคมาเลเซีย อยู่ในวงศ์ RUTACEAE มี กิ่งพันธุ์ขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง ป้าถวิลลุงยศตรงกันข้ามโครงการ 15 ราคาสอบถามกันเองครับ.
มะเขือเทศ แก้เชื้อราริมฝีปาก
มะเขือเทศ
      เชื้อรา เป็นสาเหตุของการเกิดโรคผิวหนังหลายชนิด ซึ่งเชื้อราที่เกิดขึ้นบริเวณเหนือริมฝีปากหรือมุมปากหากไม่รักษาจะลุกลามเหมือนเป็นโรคเริมน่าเกลียดมาก ในทางสมุนไพรให้เอา มะเขือเทศสุกและสดฝานเป็นชิ้นบางๆ แปะบริเวณที่เป็นเชื้อรา หรือปั่นใส่น้ำเล็กน้อยทาบริเวณที่เป็นเชื้อราจะดีขึ้นและหายได้ สูตรนี้นิยมใช้มาแต่โบราณแล้ว
      มะเขือเทศ หรือ LYCOPERSICON ESCULENTUM MILL. อยู่ในวงศ์ SOLA-NACEAE ใบสดตำละเอียดทาหรือพอกแก้ผิวหนังถูกแดดเผา รากสดต้มน้ำดื่มแก้ปวดฟันหรือใช้ล้างบาดแผล มะเขือเทศมีสาร แอนติ-ออกซิแดนท์ ต้านการเกิดมะเร็ง มีกรดอะมิโน เพิ่มรสชาติอาหารที่เป็นสารชนิดเดียวที่มีในผงชูรส กิน มะเขือเทศอาทิตย์ละ 10 ครั้ง ช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งที่ต่อมลูกหมากชายได้กว่าร้อยละ 45 นอกจากนั้น มะเขือเทศยังมี เบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัส เหมือนพืชผักทั่วไป
มะอึก อร่อยมีต้นขาย
มะอึก
      พืชผักกินได้ จำนวนมากนอกจากจะมีรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย ซึ่ง มะอึกก็เช่นเดียวกัน นิยมปลูกในบริเวณบ้านเพื่อเก็บผลรับประทานในครัวเรือนมาช้านานตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว โดยส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานแพร่หลายเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
      ผลอ่อน สีเขียว หรือผลสุกสีเหลือง นำไปขูดเอาขนออกผ่าซีกเอาเมล็ดทิ้ง ล้างน้ำให้สะอาด รับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกชนิดต่างๆ ขมและขื่นเล็กน้อยกรอบอร่อยมาก หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเป็นฝอยๆ ใส่ส้มตำมะละกอ ใส่ปลาจ่อม หั่นพริกขี้หนู ตะไคร้สด หอมแดงสด หรือหั่นบางๆ ใส่น้ำพริกกะปิ เพิ่มกลิ่นหอมรับประทานกรอบอร่อยมาก คนรุ่นใหม่ น้อยคนนักจะรู้จัก มะ-อึกเพิ่งพบว่ามีผู้ขยายพันธุ์ มะอึกออกวางขาย จึงรีบแจ้งให้ผู้อ่านไทยรัฐที่ชื่นชอบปลูกพืชผักกินได้ให้ทราบทันที
      มะอึก หรือ SO-LANUM STRAMONI-FOLIUM  JACQ อยู่ในวงศ์ SOLANACEAE เป็นไม้พุ่มล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 1 เมตรเศษ ลำต้นมีหนามแหลม ใบคล้ายใบมะเขือเปราะ มะเขือยาวทั่วไป มีขนละเอียดทั่วดอก ออกเป็นช่อ 3-5 ดอก ออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกเป็นสีขาว หรือ สีม่วงอ่อน ผลทรงกลม ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่จัดหรือสุกเป็นสีเหลืองอมส้ม มีขนยาวปกคลุมตลอดทั้งผล มีเมล็ดเยอะ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีชื่อ เรียกอีกคือ มะเขือปู่, มะปู่ (ภาคเหนือ) มักอึก และ หมากอึก (อีสาน) ทางยา ราก ต้มน้ำดื่มแก้น้ำดีเสีย แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว ละลายเสมหะ กระทุ้งพิษไข้ ใบสด ตำพอกฝีแก้ปวดบวมผื่นคันตามตัว ดอก ตำพอกแก้คันตามผิวหนัง เมล็ด เผาไฟสูดดมควันแก้ปวดฟัน มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง ลุงนรินทร์ราคาสอบถามกันเองครับ.
มะแว้ง ลดเบาหวานกับทุกธาตุ
มะแว้ง
      มะแว้ง มีสองชนิดคือ มะแว้งต้น กับ มะแว้งเครือ มีสรรพคุณทางสมุนไพรใกล้เคียงกัน แต่ที่นิยมกันมาก คือกินผลสด มะแว้งช่วยลดเบาหวานได้ ซึ่งตำรายาไทยระบุว่า ผู้ที่เกิดในธาตุน้ำ ระหว่างเดือน กรกฎาคม, สิงหาคม และ กันยายน กินผลสด มะแว้งแล้วจะได้ผลดีกว่าคนที่เกิดในธาตุอื่น โดยมี วิธีคือกินผลสด มะแว้งอย่างน้อยวันละ 10-15 ผล กินทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน เบาหวานจะลดลงสู่ปกติ
      เมื่อกิน ครบแล้ว หากหยุดกินนานๆ เบาหวานอาจเพิ่มขึ้นได้อีกถ้าผู้เป็นเบาหวานไม่ควบคุมอาหาร ดังนั้นจึงควรกินผลสด มะแว้งอย่างต่อเนื่องหลังกินครบ 1 เดือนแล้วแบบ 2–3 วันครั้ง จะช่วยควบคุมไม่ให้เบาหวานสูงขึ้นได้
      อย่างไรก็ตาม ผลสด มะแว้งแม้จะถูกระบุว่าได้ผลดีกับผู้เป็นเบาหวานที่เกิดในธาตุน้ำ แต่ก็มีผู้เป็นเบาหวานที่เกิดในธาตุอื่น นำวิธีดังกล่าวไปกินแล้วได้ผลดี เช่นเดียวกับผู้เป็นเบาหวาน ที่เกิดในธาตุน้ำทุกอย่าง จึงเชื่อว่า ผลสด มะแว้งช่วยลดเบาหวานได้ทุกธาตุ
มะขามเปียกเกลือป่น แก้หิดและกลาก
มะขามเปียก
      สมัยก่อน คนเป็นหิดและกลากเยอะ ในยุคนั้นมีสมุนไพรพื้นบ้านให้เลือกใช้หลายชนิด ซึ่ง มะขามเปียกเกลือป่นมีวิธีง่ายๆ คือ เอา มะขามเปียก” 1 ขีด ใส่น้ำร้อนขยำกับ เกลือป่น” 5 กรัม พอเหนียว แล้วใช้ผ้าขาวบางห่อมัดเป็นลูกกลมๆทาบริเวณที่เป็นทุกวัน เช้าเย็น อาการจะค่อยๆดีขึ้น ให้ทาไปเรื่อยๆจนกว่าจะหาย
      มะขาม หรือ TAMARINDUS INDICA LINN. อยู่ในวงศ์ CAESALPINICEAE ใบแก่ต้มรวมกับหัวหอมแดงจนเดือด ราดศีรษะเด็กขณะอุ่นตอนเช้ามืดแก้หวัดคัดจมูก เนื้อมะขามรสเปรี้ยวละลายน้ำอุ่นใส่เกลือป่นเล็กน้อย ฉีดสวนทวารแก้ท้องผูกได้ ใช้ผสมกับปูนแดงปิดพอกเกลื้อนและฝีดีมาก น้ำ มะขามเปียกกับน้ำ ข่า ใส่เกลือป่น กินขับเลือดในสตรี ขับลม เส้นใยหุ้มเนื้อมะขามเรียกว่า รก    ต้มน้ำใช้ล้างแผลช่วยให้สมานดีนัก มะขามเปียก”   ฉาบน้ำตาลทรายไว้ปรุงรับประทานช่วยระบายอ่อนๆ
มะขามป้อมยักษ์ ผลตลอดปีปลูกคุ้ม
      โดย ธรรมชาติของมะขามป้อมทั่วไป จะติดผลเพียงปีละครั้งช่วงฤดูร้อน ซึ่งมะขามป้อมพื้นบ้านผลจะโตเต็มที่ประมาณปลายนิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่ มีรสเปรี้ยวปนฝาดระคนขมเล็กน้อย ส่วนใหญ่ไม่นิยมรับประทานกัน ผลสดกินแล้วทำให้ชุ่มคอ ขับน้ำลายออก ถ้าดื่มน้ำตามจะรู้สึกหวานเหมือนมีน้ำตาลนิดๆ กัดแล้วอมแก้กระหายน้ำเวลาเดินทางกลางแดดได้ดีมาก ผลยังนำไปเข้ายาสมุนไพรได้หลายอย่าง รวมทั้งใช้ปรุงเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย มีชื่อวิทยาศาสตร์ทั่วไป คือ PHYLLANTHUS EMBLICA LINN. อยู่ในวงศ์ EVPHOBIACEAE เป็นไม้ยืนต้นพบขึ้นตามป่าทุกภาคของประเทศไทย
มะขามป้อมยักษ์
       ส่วน มะขามป้อมยักษ์มีถิ่นกำเนิดจาก ประเทศอินเดีย ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ขายในประเทศไทยนานหลายปีแล้ว มีด้วยกันหลายเบอร์  แต่ที่ได้รับความนิยมปลูกอย่างแพร่หลายได้แก่ มะขามป้อมยักษ์เบอร์ 1 กับ เบอร์ 4 เนื่องจากทั้งสองเบอร์จะมีผลขนาดใหญ่มาก ผลโตเต็มที่เท่ากับลูกกอล์ฟ (ตามภาพเสนอประกอบคอลัมน์)
       รูปทรงของผล และข้อแตกต่างระหว่างชนิด เบอร์ 1 กับ เบอร์ 4 สังเกตได้จากผลของชนิด เบอร์ 4 จะกลมรีและยาวกว่าผลของชนิด เบอร์ 1 อย่างชัดเจน ซึ่งผลของชนิดเบอร์ 1 จะเป็นทรงกลมแป้น ทั้งสองชนิดสามารถติดผลได้เรื่อยๆ ตลอดปี ติดผลดกมาก ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด เหมาะจะปลูกเก็บผลใช้ประโยชน์เป็นอาหารเช่น ดองเค็ม เชื่อมหวานแต่งสีแบบชาวจีน  และใช้เป็นยาสมุนไพรคุ้มค่ามาก
        ใคร ต้องการกิ่งตอนไปปลูกติดต่อ คุณกิตติ ช่วยสกุล” 37/1 หมู่ 4 ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม โทร.08-1943-2231 หรือ ที่งานเกษตร์แฟร์ ม.เกษตร์ฯ บางเขน กทม. จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-7 มิ.ย.55 ที่ร้าน ไร่ขิงพันธุ์ไม้บริเวณโซน H. ใกล้ประตู 3 ราคาสอบถามกันเองครับ.
มะตูมยักษ์อินเดีย เนื้ออร่อยที่สุด
มะตูมยักษ์อินเดีย
       มะตูมชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิดจาก ประเทศอินเดีย มีลักษณะพิเศษ คือ ผลมีขนาดใหญ่มาก ผลโตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 2-4 กิโลกรัมต่อผล เส้นผ่าศูนย์กลางของผลเกือบเท่าเส้นผ่าศูนย์กลางของบาตรพระ และ ที่สำคัญ ถือเป็นจุดดีและจุดขายนอกเหนือขนาดใหญ่ของผลได้แก่ เนื้อในผลขณะสุกจะเป็นสีเหลืองทองสวยงามน่ารับประทานมาก เนื้อละเอียด ไม่มีเส้นใย ไม่มียางเหนียว รสชาติหวานหอมเป็นธรรมชาติ เมื่อนำเนื้อไปแช่เย็นในตู้เย็นตักรับประทานสุดยอดของความอร่อยเหมือนกินไอศกรีมปรุงรส ใบอ่อนและยอดอ่อนยังสามารถกินเป็นผักเคียงได้อีกด้วย มะตูมยักษ์อินเดียจึงน่าปลูกเป็นอย่างยิ่ง
      สรรพคุณทางสมุนไพร เหมือนกับมะตูมทั่วไปคือ  ผลอ่อนๆใช้เป็นยาบำรุงธาตุให้เจริญอาหาร ขับผายลม มะตูมแก่แก้เสมหะและลมบำรุงธาตุไฟ ย่อยอาหารให้ละเอียด มะตูมสุกกินแก้ลมเสียดแทงในท้อง แก้มูกเลือด
      ในทางไสยศาสตร์ถือว่าใบมะตูมสามารถนำไปใช้ป้องกันเสนียดจัญไรเข้าบ้าน หรือใช้ขับไล่ภูติผีปีศาจได้ คนที่มีคาถาอาคมหรือ หมอผีนิยมใช้ใบมะตูมกันมาแต่โบราณแล้ว ราก นำไปคั่วไฟให้เหลืองแล้วดองเหล้าขาวใช้กลบกลิ่นเหม็นกลิ่นคาวต่างๆได้ดีมาก มะตูมแก่ทั้งผล ขูดผิวให้หมดก่อนทุบให้พอร้าวต้มน้ำใส่น้ำตาลกรวดพอประมาณรับ-ประทานรสชาติหอมหวานเป็นยาขับผายลม บำรุงธาตุดีมาก เรียกน้ำชนิดนี้ว่า น้ำอัชบาล
       มะตูมยักษ์อินเดีย เป็นไม้ยืนต้นสูง 10-20 เมตร ผลมีทั้งทรงกลมรีและกลมย้วย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเสียบยอด ต่อกิ่ง ทำให้สามารถติดผลเร็ว ใครต้องการกิ่งตอนติดต่อ คุณกิตติ ชุ่มสกุล” 37 หมู่ 4 ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม โทร. 08–1943–2231 หรือที่งานเกษตรแฟร์ ม.เกษตรฯ บางเขน กทม. วันที่ 30 พ.ค.-7 มิ.ย. 55 ร้าน ไร่ขิงพันธุ์ไม้ใกล้ประตู 3 โค้งสนามอินทรีย์ โซน H ราคาสอบถามกันเองครับ.
มะหวด ผลอร่อยสรรพคุณดี
มะหวด
      ไม้ต้นนี้ พบขึ้นตามป่าราบ และป่าดิบชื้นทุกภาคของประเทศไทย มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ ชนิดใบเล็กยาว กับชนิดใบใหญ่ นอกนั้นเหมือนกันหมด ซึ่งสมัยเป็นเด็กบ้านนอกจำได้ว่า เวลาขึ้นเขาเข้าป่าในช่วงปลายฝนต้นหนาว มะหวดจะติดผลเป็นช่อเต็มต้นห้อยเป็นพวง ผลสุกเป็นสีม่วงคลํ้าเกือบดำคล้ายผลลูกหว้า น่าชมมาก พวกผมและเพื่อนๆ จะปีนต้นขึ้นไปหักเอาช่อผลลงมาใส่กระชุนำไปขายในตลาดตัวเมือง ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อไปรับประทานอย่างแพร่หลาย รสชาติหวานปนฝาดอร่อยดีนัก
      มะหวด ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย คือ ราก ใช้แก้ไข้ แก้พิษฝีภายใน ตำพอกศีรษะแก้ไข้ ปวดศีรษะ และพอกรักษาโรคผิวหนังผื่นคัน  เมล็ด แก้โรคไอหอบ ไข้ซางในเด็ก ไอกรน ผล บำรุงกำลัง รากผสมสมุนไพรอื่น ต้มนํ้าดื่มแก้ซาง (โรคของเด็กเล็กมีอาการเบื่ออาหาร ซึม มีเม็ดขึ้นในปากและคอ ลิ้นเป็นฝ้า) ใบสด ใช้รองพื้นและคลุมข้าวสำหรับทำขนมจีนป้องกันไม่ให้บูดได้เด็ดขาดนัก
      มะหวด หรือ LEPISANTHES  RUBIGINOSA (ROXB.) LEENH. อยู่ในวงศ์ SAPINDACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร กิ่งก้านมีขนละเอียด ใบเป็นใบประกอบ ใบย่อยรูปขอบขนาน ผิวใบมีขนทั้ง 2 ด้าน ดอก เป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาว ผลรูปไข่ เมื่อสุกเป็นสีม่วงเกือบดำ กินได้ มีชื่อเรียกอีกคือ ชนิดใบใหญ่เรียกว่า มะหวดใหญ่, สีหวดใหญ่ ชนิดใบเล็กเรียกว่า มะหวด เล็ก สีหวดเล็ก รวมกันเรียกว่า มะหวด สีหวด กำชำ กะชำ สีหวดทั้งสอง และ มะหวดทั้งสอง ปัจจุบัน มะหวดมีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ โครงการ 19 แผง ลุงวิเชียรกับโครงการ 21 แผง คุณพร้อมพันธุ์ราคาสอบถามกันเอง เหมาะจะปลูกเพื่อเอาร่มเงา และปลูกกินผลใช้ประโยชน์ตามที่กล่าวข้างต้นครับ.

มะหวด หายาก
      ไม้ต้นนี้ พบขึ้นตามป่าทุกภาคของประเทศไทย ในอดีตตอนขึ้นเขาเข้าป่าจะพบเห็นมากมายจนชินตาพอๆกับต้นหว้า  โดยเฉพาะในช่วงติดผลเป็นพวง  ผลสุกเป็นสีม่วงเกือบดำดูสวยงามมาก  รสชาติหวานปนฝาดเล็กน้อยอร่อยดี  คนเดินป่านิยมเก็บเอาผลแบบหักทั้งกิ่งใส่ตะกร้าไปวางขายในตลาดตัวเมือง  มีผู้ซื้อไปรับประทานอย่างกว้างขวาง และยังชอบปลูกไว้ตามหัวไร่ปลายนา เนื่องจากต้น "มะหวด" มีอายุยืนยาว ลำต้นแข็งแรง แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้างใบดก  และหนาทึบให้ร่มเงาดี ชาวนานิยมนำเอาควายที่เลี้ยงไว้ไถนาไปผูกใต้โคนต้น "มะหวด"  ให้เดินเล็มหญ้าเย็นสบายดี
       มะหวด นอกจากจะมีผลกินได้และให้ร่มเงาดีแล้ว บางส่วนของต้นยังสามารถเอาไปใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้หลายอย่างอีกด้วย โดย ในตำรายาแผนไทยโบราณระบุว่า ราก ของ "มะหวด" เป็นยาแก้ไข้ แก้พิษฝีภายใน (ต้มดื่ม) ตำพอกศีรษะแก้ไข้ ปวดศีรษะ และพอกรักษาโรคผิวหนังผื่นคัน เมล็ดกินแก้โรคไอหอบ ไข้
      ซางเด็ก ไอกรน ผลบำรุงกำลัง ราก นำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นต้มน้ำดื่มแก้ซาง (โรคของเด็กเล็ก มีอาการเบื่ออาหาร ซึม มีเม็ดขึ้นในปาก และคอ ลิ้นเป็นฝ้า) ตำรายาพื้นบ้านใช้ใบรองพื้น   และคลุมข้าวสำหรับทำขนมจีนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการบูดหรือเสียได้
      ปัจจุบันต้น "มะหวด" ตามป่าธรรมชาติพบเห็นน้อยมาก หรือบางครั้งขึ้นเขาบางลูกไม่พบเห็นเลย จึงทำให้เกิดความกลัวว่า "มะหวด" อาจสูญพันธุ์ได้ ประกอบกับเพิ่งพบมีผู้ขยายพันธุ์ทำกิ่งตอน "มะหวด" ออกวางขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯเมื่อไม่นานมานี้ แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จึงนำข้อมูลเกี่ยวกับต้น "มะหวด" เสนอในคอลัมน์เพื่อรณรงค์ให้ช่วยกัน ปลูกอนุรักษ์   ก่อนที่จะสูญ พันธุ์ลูกหลานไม่รู้จักหรือพบเห็นอีกในอนาคต
      มะหวด หรือ LEPISANTHES RUBIGINO-SA (ROXB.) LEENH อยู่ในวงศ์ SAPINDACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ใบประกอบขนนก ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ดอก เป็นช่อออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกเป็นสีขาว "ผล" รูปไข่ สุกเป็นสีม่วงดำ ขนาดผลเล็กกว่าลูกหว้า มี 1 เมล็ด รสชาติหวานปนฝาด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง มี 2 ชนิด คือ ชนิดใบรียาว กับชนิดใบรีป้อม อย่างอื่นเหมือนกันหมด มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง "คุณลุง-คุณป้า" บริเวณโครงการ 19 ราคาสอบถามกันเองครับ.
มะเขือพวง กับคุณค่าน่ารู้
มะเขือพวง
       การรู้จักเลือกบริโภคเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคในร่างกายเป็นแนวทางชีวิตที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เพราะถ้าปล่อยให้ร่างกายเกิดโรคแล้วต้องไปให้แพทย์รักษาเพียงอย่างเดียว และพืชผักกินได้หลากหลายชนิด จัดเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจที่จะเลือกรับประทานให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย และ มะเขือพวงเป็นผักชนิดหนึ่งที่ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า มีแร่ธาตุที่มนุษย์ต้องการ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส หรือธาตุเหล็ก สูงมาก เมื่อกินแล้วจะสามารถช่วยให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต คนทั่วไปต้องการธาตุเหล็ก วันละ 15 มิลลิกรัม สตรีตั้งครรภ์และเด็กเล็กต้องการมากยิ่งกว่า ดังนั้น มะเขือพวงจึงดีต่อร่างกาย กินแล้วรอดพ้นจากการเจ็บไข้ได้ป่วย
       สรรพคุณทางสมุนไพร ลำต้น กินแก้เมาเหล้า ทำให้รสเหล้าจืดลง กินเรื่อยๆ แก้โรคเบาหวานได้ ขับปัสสาวะ แก้ปวดฟกช้ำ ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี ใบสด ตำพอกแผลสดห้ามเลือด แก้ฝีบวมมีหนอง ผลสด ต้มน้ำกินเป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ เมล็ดเผาไฟแล้วสูดดมควัน แก้ปวดฟัน รากสด ตำพอกเท้าที่แตกเป็นแผล ผล มีสาร STEROIDAL  ALKALIOD
       มะเขือพวง หรือ SOLANUM   TORYUM SWARTZ ชื่อสามัญ DEVIL’S FIG อยู่ในวงศ์ SOLANACEAE ถิ่นกำเนิดเขตร้อนทั่วไป ผลสดมีวางขายตามตลาดสดทั่วไป ผลอ่อนกินเป็นผักสด หรือลวกจิ้มน้ำพริก ใส่แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด น้ำพริกกะปิ ช่วยทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้นและมีคุณค่าทางโภชนาการมหาศาลตามที่กล่าวข้างต้น เคยพบมี มะเขือพวงไร้หนามขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณ แผง คุณตุ๊กหน้าตึกกองอำนวยการ ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังมีอยู่หรือไม่ ใครต้องการต้นไปปลูกต้องไปสอบถามดู ส่วน มะเขือพวงชนิดต้นมีหนามมีขายทั่วไป ราคาสอบถามกันเองครับ.


มะระขี้นก ลดเบาหวาน อาการต้อกระจก

มะระขี้นก
       คนส่วนใหญ่จะรู้ว่า มะระขี้นกมีประโยชน์ลดน้ำตาลในเลือดได้ แต่วิธีรับประทานจะแตกต่างกันหลายรูปแบบ ซึ่งที่แนะนำวันนี้ให้เอา มะระขี้นกสด หั่นเนื้อไม่เอาเมล็ดบางๆตากแห้งบดเป็นผงหรือไม่บดก็ได้ ชงกับน้ำร้อนดื่ม หากต้องการกลบรสขมให้เอาใบชาแห้งใส่ลงไปเล็กน้อยดื่มต่างน้ำชาจะช่วยลดน้ำตาลในเลือดหรือเบาหวานได้ ที่สำคัญ ยังสามารถลดอาการเกิด ต้อกระจกที่เป็นอาการข้างเคียงของผู้เป็นเบาหวานด้วย
      มะระขี้นก  หรือ  MOMORDICA  CHRAN- TIA LINN.  อยู่ในวงศ์   CUCURBITACEAE ประโยชน์ทางยา กินแก้โรคลมเข้าข้อ หัวเข่าบวม ปวดตามข้อนิ้วเล็กๆ ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย แพทย์จีนใช้ผลสดตำพอกฝีแก้บวม ใบกับเถา กินแก้ไข้ ผลสดต้มน้ำดื่มลดน้ำตาลในเลือด ผลดิบกินแก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ตำคั้นทาแก้สิวได้ กินช่วยให้เจริญอาหาร แก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุย บำรุงระดูในสตรีดีมาก
มะละกอใบชาแห้ง ล้างไขมันลำไส้
มะละกอ–ใบชาแห้ง
      ลำไส้ไม่สะอาดกินอาหารเข้าไปจะมีไขมัน เกาะติดตามผนังแล้วจะค่อยๆจับตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปล่อยไว้อาจกลายเป็นเนื้อร้ายได้ในที่สุด การล้างลำไส้ด้วยวิธีธรรมชาติจึงเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน โดยนักธรรมชาติบำบัดแนะวิธี คือ เอา มะละกอดิบ 1 ผล ปอกเปลือกออกแล้วผ่าขวาง 3 ท่อน แบ่งต้ม 3 ท่อนแบ่งต้ม 3 ครั้ง เอาเมล็ดและใยกลางออกหั่นเป็นชิ้นพอเหมาะต้มกับน้ำจนเดือดยกลงใส่ใบชาแห้งลงไปพอประมาณจนสีชาออกใช้ผ้าขาวบางกรองเอาน้ำดื่มเรื่อยๆ จะช่วยล้างไขมันในลำไส้ให้ออกได้ ต้มดื่มอาทิตย์ละ 3 วัน จะดีมาก
      มะละกอ มีสรรพคุณทางยา ต้นต้มน้ำดื่มขับประจำเดือนสตรี ลดไข้ ดอกขับปัสสาวะ รากแก้กลากเกลื้อน ยางช่วยกัดแผล รักษาตาปลา หูด ฆ่าพยาธิหลายชนิด ใช้หมักไก่หรือต้มเนื้อให้ยุ่ย ทำครีมทากันส้นเท้าแตก ยางมีเอนไซม์ปาเปน PAPAIN และไคโมปาเปน CHYMOPAPAIN สามารถย่อยโปรตีนในเนื้อสัตว์ได้
มะตาด ผลกินได้มีสรรพคุณ
มะตาด
      ไม้ต้นนี้ มีขึ้นตามป่าดิบชื้นและป่าพรุใกล้ๆน้ำ ทางภาคใต้ของประเทศไทย ในภาคอื่นพบที่ภาคเหนือประปราย คนไทยในท้องถิ่นจะรู้จักต้น มะตาดเป็นอย่างดี เนื่องจากผลสุกของ มะตาดมีรสชาติเปรี้ยวปนหวานนิดๆ สามารถรับประทานเป็นผลไม้ป่าแก้กระหายได้ดีมาก ที่สำคัญไปกว่านั้น บางส่วนของ มะตาดยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรอย่างดีด้วย  เช่น ราก ใช้เป็นยาถอนพิษ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภายนอกด้วยการตำละเอียด พอกถอนพิษฝีดีมาก เปลือกและใบ มีรสฝาดใช้เป็นยาสมานท้อง โดยนำไปต้มกับน้ำจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่นต่างน้ำชา หรือวันละ 2-3 แก้ว ผลดิบ หมอยาพื้นบ้านระบุว่า สามารถเอาไปปรุงเป็นยาแก้ไข้ได้  เนื่องจากมีรสเปรี้ยวจัด และยังใช้ปรุงเป็นอาหาร แกงส้ม ได้อร่อยด้วย
      มะตาด หรือ DILLENIA INDICA LINN. อยู่ในวงศ์ DILLENIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ทึบ ลำต้นมักคดงอ เปลือกต้นหนา เป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลแดง มักล่อนออกเป็นแผ่นบางๆ กิ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนสอบ หรือมน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย เนื้อในบาง มีเส้นใบจำนวนมาก โคนก้านใบแผ่แบน ใบเป็นสีเขียวสด ใบดกและหนาแน่นมาก
      ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆตามซอกใบ มีกลีบเลี้ยง 5 แฉก เป็นรูปช้อน อวบ กลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปไข่กลับ กลีบบางและร่วงง่าย มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ดอกเป็นสีขาว เมื่อดอกบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15-20 ซม. ซึ่งถือว่าดอกมีขนาดใหญ่มาก เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้นจะดูสวยงามยิ่งนัก ผลรูปทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-15 ซม. ผลสุกและผลดิบสามารถรับประทานได้ตามที่กล่าวข้างต้น ดอกออกช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายนของทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
       มีชื่อ เรียกในพื้นที่ต่างๆ อีกคือ ส้มปรุ ส้าน-กวาง ส้านท่า (สุราษฎร์ธานี) ส้านป้าว (เชียงใหม่) แส้น (นครศรีธรรมราช) ซิปโป (ยะลา-มาเลเซีย)ประโยชน์ นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว เนื้อไม้ของต้น มะตาดยังนิยมเอาไปทำเครื่องเรือน เช่น ตู้ โต๊ะ ลังใส่ของ แจว พาย กรรเชียง พานท้ายปืน และรางปืนแก่น เป็นสีเหลืองอ่อน หรือสีแดงอ่อนๆปนสีน้ำตาล เนื้อไม้ค่อนข้างหยาบ มีความแข็งปานกลาง เลื่อย ผ่า ไสกบตกแต่งค่อนข้างยาก และขัดชักเงาไม่สู้ดีนัก ปัจจุบันมีต้นขนาดใหญ่ขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณปากทางเข้าประตู 2 ราคาสอบถามกันเองครับ.
มะเดื่อ ปลูกรักษาป่าต้นน้ำ
มะเดื่อ
      ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมาก ขอให้แนะนำไม้ยืนต้นเพื่อปลูกรักษาป่าต้นน้ำบนเขาบ้าง เนื่องจากในปัจจุบันเวลามีฝนตกหนักน้ำป่าจากเขาสูงและดินจะไหลทะลักและสไลด์เข้าทำลายบ้านเรือนราษฎรในตัวเมืองเสียหายอยู่เป็นประจำ สาเหตุมาจากการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำมากเกินไปจนไม่มีอะไรยึดหน้าดินและอุ้มน้ำเอาไว้นั่นเอง ซึ่งตามความต้องการที่ผู้อ่านระบุนั้นจะต้องจัดหาไม้ยืนต้นให้เหมาะสมกับพื้นที่แต่ละแห่งที่จะปลูก ไม่ใช่ว่าจะเอาไม้อะไรไปปลูกก็ได้ เพราะจะทำให้ระบบนิเวศของผืนป่าเสียหายได้
      อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วไม้ยืนต้นที่เหมาะจะปลูกเพื่อรักษาป่าต้นน้ำแบบทั่วไปได้ขอแนะนำว่า ต้น มะเดื่อจัดว่าดีที่สุด เนื่องจากเป็นไม้ที่มีรากหยั่งลึก รากใหญ่ และรากกระจายตามหน้าดินได้กว้างไกลมาก ที่สำคัญเป็นไม้ชอบน้ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว จะพบเห็นขึ้นอยู่ตามริมลำธารบนเขาสูงทั่วไป รากของต้น มะเดื่อจะยึดหน้าดินและอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ไหลทะลักลงสู่พื้นที่ราบได้อย่างแน่นอน ในต่างประเทศ มีการรณรงค์ให้ปลูกต้น มะเดื่อตามริมลำธารในป่าและบนเขาอย่างกว้างขวาง
      มะเดื่อ หรือ FICUS RACEMOSA LINN. อยู่ในวงศ์ MORACEAE เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 เมตร ทั้งต้นมียางขาว กิ่งอ่อน และผลมีขนละเอียดสีขาว ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีแกมรูปใบหอก ใบดกและให้ร่มเงาดีมาก ดอก ออกเป็นช่อ เกิดภายในฐานรองดอกที่มีรูปร่างคล้ายผล ออกตามลำต้นและกิ่งก้านแยกเพศในช่อเดียวกัน ผลเป็นผลสด รูปกลม แป้นเล็กน้อย ผลสุกเป็นสีแดงอมชมพูรับประทานได้ รสชาติฝาดปนมัน หรือ หวานปนมัน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่งซึ่งที่พบขึ้นตามธรรมชาติในป่า มะเดื่อจะมีหลากหลาย สายพันธุ์ ปัจจุบันมีผู้นำเอา มะเดื่อหวาน ที่เป็นสายพันธุ์ จากต่างประเทศเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์วางขาย ได้รับความนิยมจากผู้ปลูกอย่างแพร่หลาย เนื่องจากรสชาติหวานหอมอร่อยมากนั่นเอง สามารถนำไปปลูกรักษาป่าต้นน้ำได้เหมือนกัน
       ประโยชน์ทางสมุนไพร ราก แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ (ไข้ที่มีตุ่มที่อวัยวะภายในหรือผิวหนัง ซึ่งตุ่มอาจมีสีดำ) แก้ร้อนใน โดยกะจำนวนพอประมาณต้มน้ำจนเดือดดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้าเย็น เปลือกต้น รสฝาด แก้อาการท้องเสีย ที่ไม่ใช่บิดหรืออหิวาตกโรค แก้อาเจียน ห้ามเลือด ล้างแผล ต้นหรือเนื้อไม้ ผสมกับต้นเล็บแมว ตับเต่าโคก ต้นมะดูก เปล้าใหญ่ หรือ เปล้าน้อย ต้นกำจาย ต้นกำแพงเจ็ดชั้น รากส้มลม และต้นกะเจียน ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดเมื่อยดีมากครับ.
โมกเครือ ดอกหอมหายากเป็นยา
โมกเครือ
      ไม้ต้นนี้ พบขึ้นตามป่าธรรมชาติทุกภาคของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันตามป่าธรรมชาติพบน้อยมาก จึงถูกจัดให้เป็นไม้หายากสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งเพิ่งจะพบมีผู้นำเอาต้น โมกเครือออกวางขาย แต่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ปลูกเท่าที่ควร เนื่องจากไม่ทราบที่มาที่ไปของ โมกเครือว่าเป็นอย่างไร
      โมกเครือ นอกจากดอกจะมีกลิ่นหอมเป็นเสน่ห์แล้ว ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกด้วย โดยในตำรายาแผนไทยระบุว่า ต้น หรือเถา กะจำนวนเล็กน้อยต้มน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคประดง (อาการผิวหนังมีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย) และแก้พิษฝีภายใน ราก กะจำนวนพอประมาณต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลังผู้ที่เพิ่งจะฟื้นจากอาการไข้ แก้ไตพิการ (โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ มีปัสสาวะขุ่นข้น เหลืองหรือแดง มักมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้) ตับพิการ เป็นยาบำรุงและขับระดูสตรี ใบ แก้เมื่อยขบ เข้ายาอื่นรักษาฝีและริดสีดวงทวาร ราก ผสมแก่นลั่นทมต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย ตำรายาพื้นบ้านใช้ต้นหรือเถาผสมกับผลมะตูมอ่อน ว่านมหากาฬทั้งต้น ต้มน้ำดื่มรักษาเบาหวานได้
      โมกเครือ หรือ AGANOSMA MARGINATA (ROXB) G.DON. อยู่ในวงศ์ APOCYNACEAE เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น สามารถเลื้อยได้ไกลกว่า 10 เมตร ลำต้นกลม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปเรียว ปลายแหลม โคนมนหรือเว้าเล็กน้อย ก้านใบสั้น สีเขียวสด
       ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย 8-10 ดอก ลักษณะดอกมีกลีบเลี้ยงสีเขียวแยกเป็น 5 แฉก ดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ แต่ละกลีบเป็นรูปรี ปลายแหลม สีขาวสดใส ดอกเมื่อบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5-2 ซม. ดอกมีกลิ่นหอมแรง เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้น จะดูสวยงามและส่งกลิ่นหอมกระจายทั่วบริเวณใกล้เคียงเป็นที่ชื่นใจยิ่ง ผลเป็นฝักเรียวยาว เมื่อผลแก่จะแตกอ้า ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล มีปีกหรือขนสีขาวติดที่ปลายเมล็ดด้านหนึ่ง ดอกออกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
       มีชื่อ เรียกตามท้องถิ่นต่างๆอีกคือ พิษ (ภาคกลาง) เดื่อเครือ เดื่อดิน เดื่อเถา เดื่อไม้ (ภาคเหนือ) ไส้ต้น (โคราช) เดือยดิบ (กาญจนบุรี) มะเดือดิน มะเดือเถา (ราชบุรี-ภาคเหนือ) ย่านเดือยบิด (สุราษฎร์ธานี) และ เดือยดิน (ประจวบคีรีขันธ์) มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 2 แผง ป้าแอ๊ดคุณขวัญราคาสอบถามกันเองครับ.
ใบระบาด แก้โรคผิวหนังได้
ใบระบาด
       ไม้ต้นนี้ มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อนทั่วไป ในประเทศไทยนิยมปลูกเป็นไม้ประดับมาช้านานแล้ว เนื่องจากต้น ใบระบาดจะมีดอกสีสันสวยงามมาก ปัจจุบันค่านิยมได้ลดน้อยลงไป จึงทำให้ไม่ค่อยได้พบเห็นต้น ใบระบาดปลูกประดับตามบ้านกันมากนัก ส่วนใหญ่จะมีปลูกเฉพาะตามสวนสาธารณะเท่านั้น
      อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้อ่านไทยรัฐจำนวนมาก ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคผิวหนังผื่นคันแต่ไม่ถึงขั้นรุนแรง อยากทราบว่ามีสมุนไพรชนิดไหนบ้างที่จะช่วยแก้อาการที่กล่าวข้างต้นได้ ซึ่งก็ตรงกับต้น ใบระบาดที่มีสรรพคุณตามที่ผู้อ่านไทยรัฐต้องการพอดี จึงรีบแนะนำในคอลัมน์อีกทันที
       โดย มีวิธีง่ายๆคือ เอาใบสด ของ ใบระบาดกะจำนวนให้พอตามที่จะใช้ในแต่ละครั้ง ตำพอละเอียดแล้วนำไปทาบริเวณที่มีอาการเป็นโรคผิวหนังหรือผื่นคัน หรือใช้พอกฝี ทาหรือพอกวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ไม่กี่วันอาการที่เป็นจะหายได้ นอกจากนั้นในตำรายาแผนไทยยังระบุด้วยว่า ราก ของต้น ใบระบาดยังเอาไปต้มน้ำเดือดแล้วดื่มขณะอุ่นเป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย เป็นยาบำรุง  แก้ไขข้ออักเสบได้อีกด้วย แต่เมล็ด ของต้น ใบระบาดมีอันตราย หากเอาไปรับประทานแล้ว จะทำให้เกิดอาการหลอนได้ จึงควรระวัง
       ใบระบาด หรือ ARGYREIA NERVOSA (BURM.F) BOJER ชื่อสามัญ ELEPHANT GREEPER อยู่ในวงศ์ CONVOLULACEAE เป็นไม้เถาเลื้อยได้ยาวกว่า 10 เมตร ทุกส่วนมียางสีขาวและขนสีขาวหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรูปหัวใจ ปลายแหลม โคนเว้า หลังใบมีขนอ่อนนุ่มคล้ายเส้นไหมสีเทาเงิน หน้าใบสีเขียวสด
      ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ 3-5 ดอก ก้านช่อดอกแข็งและยาวประมาณ 20 ซม. ใบประดับเป็นรูปไข่ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอกเป็นรูปกรวยหรือรูปปากแตร ปลายแผ่ออกและหยักเป็นแฉกตื้นๆ ดอกเป็นสีม่วงอมชมพู เมื่อบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ซม. มีเกสรตัวผู้ 5 อัน เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้นจะดูสวยงามมาก ผลรูปทรงกลม ปลายมีติ่ง มีเมล็ด ดอกออกช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง มีชื่อ เรียกอีกคือ ผักระบาด” (ภาคกลาง) และ เมืองบอน (กทม.) มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอก ไม้ประดับ สวนจตุจักรทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง ลุงวิเชียรครับ.
มะแว้งต้น ผลไม่มีลาย
มะแว้งต้น
      ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากอยากทราบว่า มะ-แว้งต้นกับ มะแว้งเครือ นอกจากจะมีข้อแตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ มะแว้งต้นเป็นไม้พุ่ม และ มะแว้งเครือ เป็นไม้เถาเลื้อยแล้ว ลักษณะอย่างอื่นมีข้อแยกแยะได้อย่างไร และประโยชน์ทางอาหารกับสรรพคุณทางสมุนไพรเหมือนกันหรือไม่เกี่ยว กับปัญหาดังกล่าว ใครที่ไม่รู้ถ้าเห็นเพียงผลไม่ได้เก็บผลจากต้นจะทราบเพียงว่าเป็นผลมะแว้ง แต่จะบอกไม่ได้ว่าเป็นผล มะแว้งต้นหรือ มะแว้งเครือ ดังนั้น การที่จะสังเกตให้ถูกว่าเป็นผลมะแว้งชนิดใดสามารถดูได้ง่ายๆจากผลดิบ ถ้าเป็นผลของ มะแว้งต้นผลจะไม่มีลาย เป็นสีเขียวล้วนๆ ส่วนผลของมะแว้งเครือจะมีลายตามความยาวของผล  เมื่อนำเอาผลของมะแว้งทั้ง  2  ชนิดวางเปรียบเทียบจะเห็นได้อย่างชัดเจนและสามารถแยกแยะได้ทันที
      ส่วนใหญ่ คนทั่วไปจะนิยมปลูก มะแว้งต้นกันอย่างแพร่หลาย เพราะปลูกง่าย แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มต้น ไม่ยุ่งยากเหมือนกับปลูกมะแว้งเครือ ที่จะต้องทำซุ้มหรือห้างเพื่อให้เถาหรือต้นไต่ จึงทำให้ผลของมะแว้งเครือ หาซื้อรับประทานหรือใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรได้ยากกว่าผลของ มะแว้งต้น
      มะแว้งต้น หรือ SOLANUM SANITWONGSEI CRAIB. ซึ่งจะสังเกตได้อีกข้อคือชื่อหลังวิทยาศาสตร์ของมะแว้งเครือ จะแตกต่างกันอีกด้วย คือ SOLANUM TRILOBATUM  LINN. แต่จะอยู่ในวงศ์เดียวกันคือ SOLANACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ มะแว้งต้นเป็นไม้พุ่ม สูง 1-1.5 เมตร ลำต้นมีขนนุ่ม ใบเดี่ยว ออกสลับ รูปไข่หรือรูปขอบขนาน ขอบใบเว้า ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน
      ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและตามกิ่ง ดอกเป็นสีม่วงคล้ายดอกมะเขือ ผลของ มะแว้งต้นรูปทรงกลม ผลดิบสีเขียวล้วนไม่มีลาย เมื่อสุกเป็นสีส้ม ต่างจากผลของมะแว้งเครือ ที่ผลอ่อนจะมีลายตามความยาวของผลตามที่กล่าวข้างต้น  และผลสุกจะเป็นสีแดง  ภายในมีเมล็ด ดอกออกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
      ประโยชน์ มะแว้งต้นผลอ่อนกินเป็นผักสดหรือลวกหรือเผาไฟอ่อนๆจิ้มน้ำพริก ทางสมุนไพร  ผลสดแก้ไอขับเสมหะ รักษาเบาหวาน ขับปัสสาวะ มีการทดลองในสัตว์พบว่าน้ำสกัดจากผลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ แต่มีฤทธิ์น้อยและระยะการออกฤทธิ์สั้น พบ สเตียรอยด์ค่อนข้างสูงจึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานครับ.
มะแว้งเครือเมล็ดมะนาว แก้ไอขับเสมหะดี
มะแว้งเครือ
      สมุนไพร ที่เป็นยาแก้ไอและขับเสมหะมีมากมายหลายอย่าง อยู่ที่ใครนำไปใช้แล้วได้ผลดีก็ใช้สูตรนั้นแบบต่อเนื่องได้ แต่ละสูตรจะมีตัวยาและวิธีทำ หรือใช้ต่างกันไปตามลักษณะของยาที่ใช้เป็นส่วนประกอบ สำหรับ มะแว้งเครือมีวิธีง่ายๆคือ เอาผลแก่เกือบสุกแบบสด 5-10 ผล โขลกพอแตกคั้นเอาเฉพาะน้ำใส่เกลือป่นเล็กน้อยจิบกินบ่อยๆ จนน้ำหมดในแต่ละครั้งที่ทำ จะช่วยทำให้อาการไอหายและเสมหะน้อยลง
      ส่วน เมล็ดมะนาวให้เอาแบบสดๆ ประมาณ 1 ขยุ้ม 10-20 เมล็ด นำไปคั่วไฟอ่อนจนสุกแล้วบด เป็นผงตักชงกับน้ำร้อนครั้งละนิดหน่อยดื่มบ่อยๆ หรือ เอาผงที่บดได้ทั้งหมดไปต้มกับน้ำประมาณ 3-4 แก้ว จนเดือด ดื่มเรื่อยๆ จะช่วยให้อาการไอหายและเสมหะน้อยลงเช่นเดียวกัน
      มะแว้งเครือ หรือ SOLANUM TRILO-BATUM LINN. อยู่ในวงศ์ SOLANACEAE พบขึ้นตามป่าทั่วไป มีผลวางขายตามแผงพืชผักพื้นบ้านทั่วไป สรรพคุณทางยา ผลสดตำผสมเกลือเล็กน้อย อมหรือจิบแก้ไอแก้เจ็บคอ ขับเสมหะ ผลแห้งปรุงเป็นยาแก้ไอ ขับปัสสาวะ เจริญอาหาร แก้โรคเบาหวาน รากแก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว แก้ไอกัด และขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ขับลม
      มะนาว หรือ LIME–CITRUS AURANTIFOLIA SWING. อยู่ในวงศ์ RUTACEAE สรรพคุณเฉพาะ น้ำมะนาวและผลดองแห้งเป็นยาขับเสมหะแก้ไอ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน มีวิตามินซีสูง
มะแว้ง  ช่วยตับอ่อน ทำงานลดเบาหวาน
ตับอ่อนไม่ดี คือสาเหตุทำให้เกิด โรคเบาหวาน ซึ่ง "มะแว้ง" เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่กินแล้วสามารถ ช่วย ทำให้น้ำของตับอ่อนเดินสะดวกขึ้น สามารถขับของเสีย และลดน้ำตาลในเลือด หรือ ลดเบาหวานได้ อย่างเหลือเชื่อ โดยมีวิธีง่ายๆคือ เอาผลสด "มะแว้ง" 10-15 ผล ต้มกับน้ำกะพอประมาณจนเดือด ดื่มขณะอุ่นเป็นประจำวันละ 1 แก้ว ตอนไหนก็ได้ อาการของโรคเบาหวานจะดีขึ้น เมื่อสามารถควบคุมได้ไม่ควรหยุดกิน ต้มดื่มวันเว้นวันได้ไม่มีอันตรายอะไร ซึ่ง "มะแว้ง" มีด้วยกัน 2 ชนิด ผลสดมีสรรพคุณเหมือนกันคือ

มะแว้งต้น หรือ SOLANUM INDICUM LINN. อยู่ในวงศ์ SOLANACEAE เป็นไม้พุ่ม มีหนาม นิยมปลูกตามบ้านอย่างแพร่หลาย ผลอ่อนใช้กินกับน้ำพริก แจ่ว ลาบ ก้อย อร่อยมาก มีวิตามินบี แก้โรคเบาหวาน แก้ไข้ ขับเสมหะดีมาก

อีกชนิดหนึ่ง ได้แก่ "มะแว้งเครือ" หรือ  SOLANUM TRILOBTUM LINN. อยู่ในวงศ์เดียวกัน เป็นไม้เถาเลื้อย ผลอ่อนเผาไฟให้สุกกินกับป่นปลา สรรพคุณทางยา ผลแก่ 5-6 ผล เคี้ยวกลืนเฉพาะน้ำ หรือโขลกคั้นเอาน้ำ จิบเวลามีอาการไอทำให้หายไอได้ ใบ และราก ต้มน้ำดื่มแก้วัณโรค แก้ไอดี ราก ของ "มะแว้ง" ทั้ง 2 ชนิด ต้มน้ำดื่มแก้น้ำลายเหนียว ขับเสมหะ แก้ไอ และแก้ไข้สันนิบาตด้วย ปัจจุบัน "มะแว้ง" ทั้ง 2 ชนิด มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ มากมาย ราคาสอบถามกันเอง

เมล็ดลำไย แก้หัวเข่าอักเสบ
เมล็ดลำไย
      แพทย์แผนไทย รู้จักนำเอาเมล็ดของลำไยไปใช้ ประโยชน์เป็นสมุนไพรมานานแล้ว ซึ่งในยุคสมัยนั้น จะมีขั้นตอนในการทำไม่ยุ่งยากนัก หากใครมีปัญหาเกี่ยวกับหัวเข่าอักเสบจะเนื่องมาจากสาเหตุอะไรก็ตาม แต่ไม่ใช่หัวเข่าเสื่อม เช่น เดินมากเกินไป หรือหัวเข่าไปกระแทกกับของแข็งทำให้อักเสบปวดเข่าเดินลำบาก หมอยาพื้นบ้านในยุคนั้นมีวิธีแก้ง่ายๆคือ เอา เมล็ดลำไยแบบสดจำนวน 20 เมล็ด ทุบให้พอแตก แช่กับเหล้าขาว 40 ดีกรี จำนวน 1 ขวด แช่ไว้ 7 วัน เมื่อครบกำหนดเอาเฉพาะน้ำที่แช่ทาบริเวณหัวเข่าที่อักเสบทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ตอนไหนก็ได้ จะทำให้อาการ หัวเข่าอักเสบดีขึ้นและหายได้ คนที่มีอาการหัวเข่าอักเสบเรื้อรังใช้ได้ผลดีมาก
       ลำไย หรือ NEPHELIUM LONGANA อยู่ใน วงศ์  SAPINDACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร นิยม ปลูกกันแพร่หลาย มีผลวางขายตามตลาดผลไม้ทั่วไป ประเทศไทยเป็นแหล่งใหญ่ที่ปลูก ลำไยเป็นสินค้าส่งออกทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบันจะมีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกซื้อรับประทาน
ประโยชน์ทางยา ราก ของต้น ลำไยต้มดื่มแก้ เสมหะและลม รากสดยังเอาไปต้มกับน้ำตาลกรวดรับประทาน เป็นยากระจายเลือดลิ่มเลือดเป็นก้อนที่คั่งค้างอยู่ในร่างกาย เนื่องจากหกล้ม พลัดตกจากที่สูง ทำให้โลหิตตกจากทางทวารหนักได้ดีมาก
มะแขว่น เมล็ดปรุงกุ้งอบวุ้นเส้น
มะแขว่น
      ไม้ต้นนี้ มีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศไทยทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยพบขึ้นอยู่ตามป่าดิบบนพื้นที่ระดับต่ำไปจนถึงสูงจากระดับน้ำทะเล 500 เมตร ในต่างประเทศพบที่ อินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และมาเลเซีย มีชื่อเรียกอีกคือ กำจัด, กำจัดต้น, มะข่วง, หมักขวง และพริกหอม
      ประโยชน์ทางอาหาร ใบอ่อนกินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกปลาร้า ลาบ ก้อย ผลแห้ง ใช้เป็นเครื่องเทศผสมกับลาบ หลู้ ยำต่างๆ และเป็นเครื่องแกงแค ใส่เป็น เครื่องผสมแกงอ่อมไก่ แกงอ่อมเนื้อ ดับกลิ่นคาวทำให้ มีกลิ่นหอมรับประทานอร่อยมาก โดยเฉพาะหากใครเป็นช่างคนสังเกตและชอบรับประทานกุ้งอบวุ้นเส้น
      จะพบว่ามีเม็ดดำๆถูกใส่ผสมลงไปด้วย ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจว่าเป็นเม็ดพริกไทยดำ เพราะจะมีกลิ่นหอมและเผ็ดร้อนเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วคือเมล็ดแห้งของ มะแขว่นชาวจีนนิยมใช้ปรุงอาหาร แทนพริกไทยดำอย่างกว้างขวาง นิยมเรียกในหมู่คนจีนว่า พริกหอม หรือ ชวงเจียว มีขายตามร้านเครื่องยาจีนทั่วไป ในประเทศมาเลเซีย อินเดีย และพม่า ใช้เมล็ดแห้งของ มะแขว่นเป็นเครื่องเทศปรุงอาหารอย่างแพร่ หลาย ชาวเขาบนดอยสูงของประเทศ ไทยจะรู้จัก มะแขว่นเป็นอย่างดี
      สรรพคุณทางสมุนไพร ใบ ขยี้อุดฟันแก้รำมะนาด แก้ปวดฟัน เมล็ดกินแก้ลมวิงเวียน บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ ขับลมในลำไส้  ขับ ปัสสาวะ บำรุงธาตุ ถอนพิษฟกบวม แก้หนองใน รากกับเนื้อไม้ต้มน้ำดื่มขับลมในลำไส้ แก้ลมเบื้องบน หน้ามืดตาลาย วิงเวียน และขับระดู
      มะแขว่น หรือ กำจัดต้น มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ ZANTHOXYLUM LIMON-ELLA ALSTON, FAGARA RHETSA ROXB อยู่ในวงศ์ RUTACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 20 เมตร มีหนามแหลมตามลำต้น กิ่งก้านใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่หรือคี่ออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปรี ปลายแหลมมาก โคนแหลมและเบี้ยว ขอบใบหยักมีต่อมกลมขนาดเล็กบริเวณหยัก ยอดอ่อนเป็นสีแดงปนเหลืองน่าชมมาก
       ดอก ออกเป็นช่อแบบแยกแขนงช่อขนาดใหญ่ ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง และ ที่ปลายกิ่ง มีกลีบดอก 4 กลีบ เป็นสีนวล หรือ ขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 4 อัน ผลค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ ผลแห้งเป็นสีดำคล้ายพริกไทย มีกลิ่นหอมและเผ็ดร้อน ในภูมิภาคอินโดจีนนิยมเอาเปลือกต้นไปทำยาแก้ไข้และยาบำรุง จะติดผลแก่ช่วงฤดูหนาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง มีต้นขาย ที่โครงการ 21 แผง คุณพร้อมพันธุ์ราคาสอบถามกันเองครับ
มะพร้าวตาเดียว แก้เอ็นขอด
มะพร้าวตาเดียว
       อาการ ของโรคบางชนิดนอกจากจะรักษาได้ด้วยยาแล้ว บางครั้งยังสามารถรักษาให้หายได้ด้วยความ เชื่อก็มีหลายรูปแบบ ซึ่ง มะพร้าวตาเดียวกับสูตรแก้เอ็นขอด เป็นความเชื่ออีกอย่างหนึ่งที่ได้รับการเปิดเผยจากผู้เป็นเอ็นขอดบริเวณน่องและขา แต่ไม่ประสงค์บอกชื่อ ว่าเป็นเอ็นขอดมานานและเคยไปให้แพทย์เฉพาะทางรักษาจนหายดีแล้วกลับมาเป็นอีก จึงทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายปล่อยเลยตามเลย จนกระทั่ง มีผู้มาบอกให้เอา มะพร้าวตาเดียวใช้แก้ได้
       โดย มีวิธีง่ายๆคือ เมื่อหา มะพร้าวตาเดียวได้แล้ว ให้นำส่วนที่เป็นตาไปถูหรือคลึงจุดที่เป็นเอ็น ขอดวันละกี่ครั้งก็ได้ตามแต่เวลาจะอำนวย จะช่วยให้อาการเอ็นขอดค่อยๆดีขึ้น ให้ถูหรือคลึงไปเรื่อยๆจนกว่าจะหายขาด ซึ่งผู้เปิดเผยสูตรไม่กล้ายืนยันว่าจะได้ ผลมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากยังไม่ได้ทดลองด้วย ตัวเองและเพิ่งจะหาซื้อ มะพร้าวตาเดียวได้จากตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ที่เปิดขายเฉพาะไม้ดอกไม้ประดับทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง คุณพร้อมพันธุ์มีขายเพียง 2 ลูก ราคาลูกละ 200 บาท จึงรีบซื้อไปทดลองตามสูตรที่กล่าวข้างต้นทันที
      อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนเป็นเอ็นขอดเยอะ ซึ่งสูตร มะพร้าวตาเดียวหากนำไปทดลองใช้แล้ว ได้ผลถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง ไม่มีอันตรายและเสียหายอะไร อีกอย่างหนึ่ง หากไม่แน่จริง มะพร้าวตาเดียวไม่ถูกนำไป ปลุกเสกเป็นเครื่องรางของขลังนิยมใช้กันมาจนกระทั่งปัจจุบันอย่างแน่นอน

มะกรูด  ลดเบาหวานความดันเฉพาะธาตุ
มะกรูด
      สูตรดังกล่าวนี้ จะใช้ได้ผลดีเฉพาะธาตุ หรือเฉพาะผู้ที่เกิดเดือน กรกฎาคม เดือน สิงหาคม และเดือน กันยายน เท่านั้น คนที่เกิดธาตุอื่น หรือ เกิดเดือนอื่นใช้สูตรนี้ไม่ได้ผล โดยใครที่เกิดตามเดือนที่กล่าวข้างต้น หากรู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงชนิดยังไม่ถึงขั้นรุนแรง ให้เอาผล มะกรูดจำนวน 3 ผล ผ่าซีกบีบหรือคั้นเอาเฉพาะน้ำกินอาทิตย์ละครั้ง จะเลือกกินวันไหนก็ยึดวันนั้นเป็นหลัก กินเวลาไหนก็ได้ ทำกินไปเรื่อยๆ อาการที่เป็นจะดีขึ้น สามารถทำกินต่อได้เพื่อควบคุมอาการไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่ควรระวังเรื่องอาหารการกินช่วยอีกทางด้วยจึงจะหายขาดได้
      มะกรูด หรือ LEECH LIME–CITRUS HYSTRIX DC. อยู่ในวงศ์ RUTACEAE เป็นไม้ต้น สูง 2-8 เมตร ใบและดอกคล้ายมะนาว ผลค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ เปลือกผลและน้ำมีกลิ่นหอมแรง ตำรายาไทย ใช้น้ำ มะกรูดแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้ไอ ผลนำไปย่างไฟขยี้สระผมป้องกันรังแค ทำให้เส้นผมมีกลิ่นหอม ดกดำ ผิวของผล มะกรูดปรุงเป็นยาขับลม แก้ปวดท้อง
      ผล เอาไปตัดจุกคว้านไส้กลางออกแล้วเอามหาหิงคุ์ใส่ลงไป ปิดจุกแล้วสุมไฟให้ดำ เกรียม และกรอบ ทำผงละลายกับน้ำผึ้งป้ายลิ้นเด็กอ่อนแรกคลอด เป็นยาขับขี้เทา ขับผายลม แก้ปวดท้องดีมาก ในทางอาหาร นิยมใช้ใบสด เปลือกสดจากผล มะกรูดปรุงอาหารช่วยดับกลิ่นคาว ทำให้อาหารน่ารับประทานยิ่งขึ้น สมัยก่อน นิยมนำเอาน้ำจากผล มะกรูดย้อมจีวรพระด้วย
มะกรูด  คนธาตุน้ำแก้เบาหวานดี
       สมุนไพร แม้จะเป็นทางเลือกในการรักษาโรคต่างๆได้ แต่บางตัวยาต้องขึ้นอยู่กับธาตุของผู้ป่วยด้วย จะสังเกตได้ว่ายาอย่างเดียวกันบางคนกินหรือใช้แล้วดี แต่อีกคนกลับไม่ได้ผล ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละคนนั่นเอง  เคยเขียนย้ำอยู่บ่อยๆโดยเฉพาะสมุนไพรที่เป็นยาเดี่ยวควรระวัง  เพราะจะมีทั้งให้ผลดีและไม่ดี ต้องรู้จักใช้หรือกิน ไม่ควรกินหรือใช้แบบต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่ง "มะกรูด" กับสูตรแก้โรคเบาหวาน เป็นอีกสูตรหนึ่งที่เหมาะสำหรับผู้เป็นเบาหวานที่เป็นคนธาตุน้ำ คือเกิดระหว่างเดือน กรกฎาคม สิงหาคม และ กันยายน จะได้ผลดี แม้จะเป็นตัวยาเดี่ยวก็ไม่มีผลข้างเคียงหรืออันตรายอะไร สามารถกินหรือใช้ได้แบบต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาต่อสุขภาพ
       โดยมี วิธีง่ายๆคือ คั้นเอาเฉพาะน้ำจากผล "มะกรูด" จำนวน 3 ผล ดื่มตอนไหนก็ได้อาทิตย์ละครั้ง จำไว้ว่าดื่มวันไหนอาทิตย์ต่อไปก็ดื่มวันนั้น ทำดื่มเป็นประจำจะช่วยให้เบาหวานลดลงได้ สูตรนี้คนธาตุอื่นจะไม่ได้ผล
       มะกรูด หรือ CITRUS  HYSTRIX DC. อยู่ในวงศ์ RUTACEAE ถิ่นกำเนิดภูมิภาคเอเชีย ประโยชน์ทางสมุนไพร ราก เป็นยากระทุ้งพิษ แก้พิษฝีภายใน แก้เสมหะ เป็นพิษ น้ำ มีวิตามินซี ใช้ถูฟันแก้เลือด ออกตามไรฟัน ผลสด หมักดองเป็นยาดองเปรี้ยวเค็มกินเป็นยาฟอกล้างและบำรุง โลหิตระดู ผิวผล ปรุงเป็นยาลม ขับลมในลำไส้  ขับระดู ราก ถอนพิษสำแดง แก้ ลมจุกเสียด ใช้ผล 1 ผล ตัดจุกคว้านเอาไส้กลางออกแล้วเอามหาหิงคุ์ใส่กลางผลปิดจุกสุมไฟให้ดำเกรียมกรอบทำผงละลายน้ำผึ้งป้ายลิ้นเด็กอ่อนแรกคลอดเป็นยาขับขี้เทา ขับผายลม แก้ปวดท้องดีมาก ผลสด เผาไฟขยี้สระผมทำให้ผมดกดำและผลิตแชมพูได้
มะกรูด  สูตรแก้ปวดเข่า
      อาการปวดเข่า เกิดจากหลายสาเหตุ แต่ถ้าปวดเข่าที่เกิดจากเข่าเสื่อมที่มักจะเกิดกับผู้สูงอายุ และเพิ่งจะรู้ว่าเริ่มมีอาการ ให้เอาผล "มะกรูด" แบบสด ถ้าผลใหญ่ 8 ผล ผลเล็ก 10 ผล ฝานบางๆ ทั้งผลไปตากแห้ง 2-3วัน จากนั้นเอาไปดองกับเหล้าขาว 28 ดีกรี หรือ40 ดีกรี ก็ได้ จำนวน 1 ขวด ทิ้งไว้ 7 วัน เอานํ้าที่ดองตักครั้งละพอใช้ทาบริเวณหัวเข่าที่มีอาการปวดตามที่กล่าวข้างต้นวันละ 2-3 ครั้ง หรือเวลาเกิดอาการปวด ทาอย่างสมํ่าเสมอ อาการปวดจะดีขึ้น สูตรนี้บอกต่อกันมาแต่โบราณ ทดลองทำดูไม่อันตรายอะไร
      มะกรูด หรือ CITRUS HYSTRIX VAR TOROSA อยู่ในวงศ์ RUTACEAE ประโยชน์ทางยา ผลสดนำไปดองเปรี้ยวดองเค็มรับประทานเป็นยาฟอกเลือดในสตรี ขับลมในลำไส้ ขับระดู แก้จุกเสียด แก้เลือดออกตามไรฟัน บำรุงประจำเดือน ผลสดเผาไปสระผมทำให้ผมดกดำ ราก เป็นยากระทุ้งพิษ แก้เสมหะ นํ้า "มะกรูด" มีวิตามินซีใช้ถูฟันแก้เลือดออกตามไรฟันได้
       ผิว "มะกรูด" ปรุงเป็นยาลม "มะกรูด" 1 ผล ตัดจุกคว้านไส้กลางออกเอามหาหิงคุ์ใส่ลงกลางผลแล้วปิดจุกสุมไฟจนดำ หรือเกรียมกรอบทำผงละลายกับนํ้าผึ้งป้ายลิ้นเด็กอ่อน ตั้ง แต่แรกคลอดเป็นยาขี้เทา ขับลม แก้ปวดท้องในเด็กดีมาก ผล "มะกรูด" มีขายทั่วไปตามตลาดสด ส่วนต้นนิยมปลูกตามบ้านอย่างกว้างขวาง เพื่อเก็บใบประกอบอาหาร

มะพร้าวพวงร้อย ผลอ่อนห่อหมกทำสังขยาอร่อย
มะพร้าว​พวง​ร้อย
      มะพร้าวพวงร้อย จัดเป็นมะพร้าวที่ติดผลดกและมีน้ำหวานที่สุดในตระกูลมะพร้าวที่มีอยู่ทั้งหมด โดยหางหนู 1 อัน ที่แตกจากแกนทะลายจะติดผลได้ 1-5 ผล เป็นพวง จึงทำให้ใน 1 ทะลาย ที่มีหางหนูแตกออกจำนวนมาก สามารถติดผลได้ประมาณ 50–70 ผลต่อ 1 ทะลาย และที่สำคัญความสูงของต้นไม่เกิน 3 เมตร ทำให้ง่ายต่อการเก็บผลผลิตแบบสบายๆ
    ส่วน ความเป็นพิเศษของ มะพร้าวพวงร้อยแม้ผลจะมีขนาดเล็กเท่ากับผลของมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป แต่น้ำภายในผลจะมีรสชาติหวานกว่าน้ำมะพร้าวทุกชนิด และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวด้วย เนื้อผลที่ได้จะมีความหนาเรียกว่า ซ่อนรูปแบบผลเล็กแต่เนื้อเยอะทำให้รับประทานผลอ่อนอร่อยทั้งน้ำและเนื้อแบบเต็มผล ซึ่งในปัจจุบัน มะพร้าวพวงร้อยนิยมนำไปทำห่อหมก และทำสังขยาใส่ลงไปในผลที่ตัดหัวเอาน้ำออกแล้ววางจำหน่ายได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
      มะพร้าวพวงร้อย หรือ COCONUT–COCOS NUCIFERA  LINN. อยู่ในวงศ์ ARECACEAE เป็นไม้ต้น สูงไม่เกิน 3-4 เมตร  ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกกิ่งก้าน ลำต้นจะมี รอยแผลเมื่อก้านใบหลุดออกไป ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับหนาแน่นมาก ก้านใบหลักออกเวียนสลับถี่บริเวณปลายยอด ยาว 4-6 เมตร โคนก้านใบเป็นกาบแข็งหุ้มติดกับลำต้น ใบย่อยเป็นรูปพัดจีบ ยาว 50-100 ซม. ใบอ่อนสีเหลืองอ่อน ใบแก่สีเขียวเข้ม นำไปใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ
      ดอก ออกเป็นช่อระหว่างซอกก้านใบ เป็นแบบแยกเพศ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกตัวผู้สีเหลืองหม่น   ดอกตัวเมียสีเขียวหรือเขียวแกมเหลือง ผล”  รูปกลมรี   คล้ายผลของมะพร้าวน้ำหอม ผลโตเต็มที่เท่าผลมะพร้าวน้ำหอมหรืออาจเล็กกว่าไม่มากนัก ผลเป็นสีเขียวอ่อน ใน 1 ทะลายสามารถติดผลได้ 50–70 ผลตามที่กล่าวข้างต้น ขยายพันธุ์ด้วยผล มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง คุณภิญโญตรงกันข้ามโครงการ 13 ราคาสอบถามกันเอง ปลูก 3 ปี สามารถติดผลผลิตได้
      สรรพคุณทางยา ราก ฝนน้ำดื่มเป็นยาแก้พิษไข้ต่างๆ น้ำมะพร้าวทำให้ชุ่มคอ บำรุงธาตุไฟ แก้เลือดกำเดา รากและดอกแก้ท้องเสีย แก้ริดสีดวงทวาร แก้ปากเปื่อย น้ำมะพร้าวมีเกลือโปแตสเซียม และ น้ำตาลกลูโคสสูง แต่มี เกลือคลอไรต์ และ โซ-เดียมต่ำกว่าผงเกลือแร่สำหรับคนท้องเสีย ถ้าดื่มประจำอาจพบ แอลบูมิในปัสสาวะ พบว่ามีสารคล้าย ฮอร์โมนเพศหญิงด้วยครับ.
มะตูม คุณค่าเยอะกินอร่อย
มะตูม
       มะตูม เป็นไม้ผลที่มีดอกหอมแรงได้ไกลที่สุดชนิดหนึ่ง มีด้วยกัน 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดผลกลมยาว กับชนิดที่มีผลคล้ายลูกมะขวิด ขนาดผลเล็ก เปลือกบาง ซึ่งชนิดนี้เรียกว่า มะตูมไข่ และสายพันธุ์สุดท้าย ทรงผลเหมือนกับชนิดแรก แต่เปลือกผลจะอ่อนนุ่ม ใช้นิ้วกดจะบุ๋มได้เรียกว่า มะตูมนิ่ม
        ประโยชน์ ผล มะตูมใช้เป็นยาบำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับผายลม ผลแก่แก้เสมหะและลม บำรุงธาตุไฟ ย่อยอาหารให้ละเอียด มะตูมสด แก้ลมเสียด แทงในท้อง แก้มูกเลือด กระตุ้นลำไส้ให้บีบตัว ใบอ่อน กินเป็นผักสดได้ ใบสด คั้นน้ำกินแก้หลอดลมอักเสบ เปลือก ราก และต้น ต้มน้ำดื่มแก้ไข้มาลาเรีย ในทางไสยศาสตร์ ใบ มะตูมใช้ป้องกันเสนียดจัญไร ขับภูตผีปิศาจได้ หมอผียุคโบราณนิยมใช้ทำพิธีอย่างกว้างขวาง รากยังคั่วให้เหลืองแล้วดองกับเหล้าขาว 40 ดีกรี ดับกลิ่นดีมาก ผลแก่ทั้งผลขูดผิวให้เกลี้ยงทุบพอร้าวต้มกับน้ำตาลทรายทำให้มีกลิ่นหอมรับประทานบำรุงธาตุเรียกว่า น้ำอัชบาเนื้อในสุกหอมหวานอร่อยมาก แต่เยื่อหุ้มเมล็ดมีรสขมเล็กน้อย บางพื้นที่ เอาผล มะตูมแก่ย่างไฟแล้วขูดเปลือกให้เกลี้ยงผ่าเป็น 4 ซีก ต้มใส่น้ำตาลทรายจนเดือดแล้วใส่ไข่ไก่หรือไข่เป็ดทำเป็น  “น้ำมะตูมไข่หวาน”  ตักใส่ถ้วยรับประทานหอมหวานอร่อยให้คุณค่าและประโยชน์เยอะ
      ส่วนมะตูมนิ่ม นิยมปลูกเฉพาะตามสวนสมุนไพรขนาดใหญ่เพื่อใช้ประโยชน์ทางยาโดยตรงเท่านั้น โดยใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ขับผายลม เจริญอาหาร บำรุงกำลัง และยังกินผล สุกเป็นยาแก้พิษฝี พิษไข้ แก้สติเบลอ รักษาน้ำดี ใช้ทั้ง 5 หมายถึง ราก ต้น ใบ ดอก และผล ต้มน้ำดื่มแก้ปวดศีรษะ ตาลาย ทำให้เจริญอาหารได้ดีมาก ผลสด หรือ แห้ง ที่อยู่ระหว่างกำลัง จะสุกคาต้น มี TECTIN และ มูซิลเลทในเนื้อผล เป็นยาสมานอย่างอ่อน ใช้แก้ท้องเดินและบิดเด็ดขาดนัก
       มะตูม หรือ BAEL  FRUIT  TREE, BENGAL QUINCE AEGLE MARMELOS (L.) CORR. อยู่ในวงศ์ RUTACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปวงรี ขอบใบจัก ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายอด มีกลีบดอก 5 กลีบ สีขาว มีเกสรจำนวนมาก ดอกมีกลิ่นหอมแรงและหอมไกล ผลรูปทรงตามแต่ละสายพันธุ์ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง มีต้นขายทั่วไปที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ครับ.
มะเขือขื่น กับสรรพคุณน่ารู้
มะเขือขื่น
      มะเขือขื่น เป็นมะเขือที่พบขึ้นตามป่าละเมาะ หรือที่รกร้างทั่วไป ไม่นิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว เนื่องจากคนส่วนใหญ่ระบุว่ารสชาติไม่อร่อย นิยมรับประทานอย่างกว้างขวางเฉพาะถิ่นภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ผลดิบสีเขียวต้มหรือลวกจิ้มกับน้ำพริกชนิดต่างๆ ผลแก่หรือสุกสีเหลืองหั่นเล็กๆ พร้อมกับพริกขี้หนูสดใส่ปลาจ่อม ปลาเจ่า หรือใส่แกงเหนือ แกงอีสาน หลายอย่างเพิ่มรสชาติได้ดีมาก
       มะเขือขื่น นอกจากจะปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่างตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกด้วย  โดยตำรายาพื้นบ้านระบุว่า  ราก นำไปใช้เป็นยาขับเสมหะ ทำให้น้ำลายแห้ง แก้ไข้ สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว แก้ไอ กระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้ที่มีพิษร้อน โดยกะจำนวนพอประมาณต้มน้ำดื่ม หรือราก สามารถนำไปปรุงเป็นยาอื่น แก้กามตายด้าน บำรุงกำหนัด (เข้ายาตัวอื่น) ได้ผลดีระดับหนึ่ง ผล แก่หรือสุกที่เปลือกผลเป็นสีเหลืองกิน แก้เสมหะ แก้น้ำลายเหนียว แก้ไข้ สันนิบาตได้เช่นกัน คนในยุคโบราณนิยมกันแพร่หลาย
มะเขือขื่น หรือ SOLANUM XANTHOCARPUM อยู่ในวงศ์ SOLA-NACEAE เป็นไม้พุ่ม สูง 2-3 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง ตามลำต้นจะมีหนามแหลมสีแดงเกือบดำ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ โดยในแผ่นใบจะมีหนามสีแดงเกือบดำเช่นกัน ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน สีเขียวสด
      ดอกเป็นสีขาว  ลักษณะดอกเหมือน กับดอกมะเขือทั่วไป ออกเป็นช่อตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยเป็นพวงจำนวนหลายดอก "ผล" รูปทรงกลม กลีบเลี้ยงจะติดจนเป็นผล ผลดิบสีเขียว เมื่อแก่หรือสุกเป็นสีเหลืองอมส้มเล็กน้อย (ตามภาพประกอบคอลัมน์) เปลือกผลด้านในเป็นสีเขียว และเป็นเมือกเล็กน้อย รสชาติขื่นและเหนียว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ผลเมื่อโตเต็มที่ประมาณปลายนิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบ ขึ้นตามป่าละเมาะ หรือที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไปตามที่กล่าวข้างต้น ไม่นิยมปลูกตามบ้าน จะมีปลูกเพื่อเก็บผลขายเป็นสินค้าบ้างเล็กน้อย มีผลวางขายตามแผงจำหน่ายพืชผักพื้นบ้านทั่วไป มีชื่อ เรียกตามท้องถิ่นต่างๆในประเทศไทยอีก คือ มะเขือเปราะ, มะเขือสวย (ภาคกลาง) มะเขือขันคำ, มะเขือคางกบ, มะเขือคำ, มะเขือแจ้, มะเขือจาน, มะเขือแจ้ดิน (ภาคเหนือ) เขือพา, เขือหิน (ใต้) มั่งคิเก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) และ มะเขือหิน (ภาคอีสาน) ครับ.
เมล็ดตำลึง  แก้โรคหิด
เมล็ดตำลึง
      ปัจจุบัน โรคหิดเป็นโรคที่สูญหายไปจากประเทศไทยนานแล้ว แต่ ในยุคสมัยก่อนโรคหิดเป็นโรคติดต่อที่น่ากลัวมาก ใครเป็นจะมีตัวหิดฝังอยู่ตามผิวหนังหรือเนื้อ มีแผลแตกบวม มีเลือดซิบๆตามง่ามมือง่ามเท้า เข้าสังคมไม่ได้ ถูกคนรังเกียจ เป็นแล้วทรมานมาก ซึ่ง ในยุคสมัยนั้นหมอยาพื้นบ้านมีวิธีรักษาคือ เอา "เมล็ดตำลึง" เป็นเมล็ดสดจากผลตำลึงสุก มากหรือน้อยตามแต่จะหาได้ ตำหรือโขลกละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าวกะตามสายตา หรือหากไม่มีน้ำมันมะพร้าวสามารถใช้นํ้ามะพร้าวแทนได้ จากนั้น ใช้สำลีหรือผ้าขาวบางชุบเอานํ้าทาบริเวณที่เป็นหิดวันละ 3-4 ครั้ง ทาประจำเรื่อยๆ ตัวหิดจะตายและโรคหิดหายได้
      ตำลึง หรือ COCCINIA GRANDIS (L.) VOIGT อยู่ในวงศ์ CUCURBITACEAE เป็นไม้เถาเลื้อย มีสรรพคุณทางวิชาการ ใบ แก้ไข้ โดยเป็นส่วนผสมในยาเขียว ราก แก้ไข้ ใบสด ขยี้ทาแก้คัน ถอนพิษปวดแสบปวดร้อน ถอนพิษอาการคันจากการถูกขนของใบตำแย ผล แก้เบาหวาน มีรายงานการทดลองในสัตว์ระบุสารสกัดจาก เถาด้วยแอลกอฮอล์ นํ้าคั้นผลดิบและผงใบแห้งมีฤทธิ์ลดนํ้าตาลในเลือดได้ เมล็ดสด  นำไปผสมน้ำมันมะพร้าว  หรือนํ้ามะพร้าวตามที่กล่าวข้างต้น เอานํ้าทาแก้โรคหิดดีมาก นํ้าจากเถาสด หยอดตาแก้ตาแดง ตาชํ้า ตาแฉะ ตาฟาง พิษอักเสบในตา ดับพิษแก้วิงเวียนศีรษะ และ หัว หรือ เหง้า เป็นยาดับพิษทั้งปวงด้วย
      มีชื่อ เรียกอีกคือ สี่บาท, ผักตำลึง (ภาคกลาง) ผักตำนิน, ตำนิน (ภาคอีสาน) ผักแคบ (ภาคเหนือ) แคเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) และ ตำลึง (ทั่วไป)
มะนาว สูตรล้างลำไส้
มะนาว
      ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากขอให้แนะนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการล้างลำไส้และกระเพาะอาหารบ้าง ซึ่งสมุนไพรที่มีสรรพคุณตามที่ขอมานั้นไม่มี จะมี เฉพาะสูตรโภชนาบำบัด รับประทานแล้วช่วยทำให้ลำไส้และกระเพาะอาหารสะอาด ไม่มีสารพิษตกค้างที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งในลำไส้ หรือแผลในกระเพาะอาหารได้ กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยสูตรโภชนาบำบัดที่กล่าวถึงนี้ เป็นสูตรที่ นักโภชนาบำบัดชื่อดังของเมืองไทย แนะนำให้คนไปปฏิบัติแบบง่ายๆ จึงขอนำมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน และสนองความต้องการให้แฟนคอลัมน์ทราบอีกทอดหนึ่ง
      ปัจจุบัน ตามโรงพยาบาลต่างๆ มียอดผู้ป่วยเป็นมะเร็งในลำไส้เล็กและสำไส้ใหญ่กันมากขึ้นจนน่ากลัวและน่าเป็นห่วง สาเหตุมาจากสารพิษเจือปนในอาหารที่รับประทาน หรือกับภาชนะที่ใช้รองรับ เมื่อกินสะสมเข้าไปนานๆจนถึงจุด อาการจะแสดงออกหลายรูปแบบ มีทั้งปวดท้องกะทันหันอย่างหนัก อาเจียน กินอาหารไม่ได้ อุจจาระมีเลือดสีแดงติด ออกมา แต่ไม่ใช่เพราะริดสีดวงทวาร อาการแบบนี้ต้องไปพบแพทย์เฉพาะทางส่องกล้องดู หากเป็นเนื้อร้ายต้องรีบผ่าตัดและให้เคมีบำบัดอย่างต่อเนื่อง ถ้าโชคดีไม่มีอาการแทรก ซ้อนหรือติดเชื้อจะหายได้ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก
      ดังนั้น การรู้จักป้องกันตัวจึงเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะจะเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม โรคแบบนี้เป็นแล้วต้องให้แพทย์ผ่าตัดรักษาเพียงอย่างเดียว โดย "มะนาว" กับสูตรล้างลำไส้และกระเพาะอาหารมีวิธีง่ายๆ
      คือ เอา "มะนาว" จำนวน 1-2 ลูก บีบเอาเฉพาะน้ำ, น้ำผึ้งแท้ 1-2 ช้อนโต๊ะ, นมสด 1 กล่อง หรือครึ่งกล่องก็ได้, โยเกิร์ตกะตามต้องการ นำทั้งหมดรวมกัน คนให้เข้ากันจนได้ที่แล้วตักชิมรสชาติดู หากขาดเหลือหรือต้องการเพิ่มอะไรลงไปให้ อร่อยก็ได้ ดื่มตอนเช้าช่วง 9 โมงเช้าทุกวัน จะช่วยทำให้ลำไส้และกระเพาะอาหาร สะอาด ไม่มีสารพิษติดค้างที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ แต่ถ้าดื่มตอนเย็นจะทำให้อ้วน
      อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าสูตรนี้เป็นการกินเพื่อป้องกัน ไม่ใช่กินเพื่อรักษา คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดเสมอ โรคร้ายแรงแบบนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องพบแพทย์อย่างเดียวตามที่กล่าวข้างต้น "มะนาว" มี สรรพคุณทางวิชาการคือ ผลดองแห้งเป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เพราะมีวิตามินซี น้ำคั้นจาก "มะ-นาว" ใช้เป็นกระสายยาขับเสมหะกับดีปลี และยาอย่างอื่นอีกหลายชนิดครับ.
มะขามเนื้อแดง  เปรี้ยวผลดก
      มะขามพันธุ์นี้  มีกิ่งตอนวางขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ มีป้ายชื่อติดไว้ชัดเจนว่า "มะขามเนื้อแดง" พร้อมมีรูปถ่ายของเนื้อในเป็นสีแดงโชว์ให้ชมด้วย ผู้ขายบอกว่า "มะขามเนื้อแดง" เป็นมะขามกลายพันธุ์ถาวร มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมจาก  จ.พิจิตร  แต่ไม่ทราบว่าเกิดจากการเพาะด้วยเมล็ด หรือเขี่ยเกสร และไม่ทราบด้วยว่า พันธุ์แม่เป็นสายพันธุ์อะไร
      เมื่อ ได้ลูกไม้ใหม่ออกมาปลูกเลี้ยงจนมีดอกและติดผลดกเต็มต้น  แกะผลสุกปรากฏว่า  เนื้อในเป็นสีแดง หรือ สีชมพู ไม่เป็นสีน้ำตาลเหมือนเนื้อมะขาม สุกทั่วไป  ทำให้ประหลาดใจมาก  เมื่อนำเอาผลสุกทั้งต้น มาแกะดูก็เป็นเหมือนกันหมด  เจ้าของจึงเชื่อว่าเป็นมะขาม กลายพันธุ์อย่างแน่นอน แต่ยังไม่มั่นใจว่าเมื่อขยายพันธุ์ ไปปลูกแล้วเนื้อจะกลับเป็นสีน้ำตาลเหมือนเดิมหรือไม่ จึงทดลองตอนกิ่งไปปลูกเลี้ยงจนมีดอกและติดผล และผลสุกเมื่อแกะดู เนื้อในก็ยังคงเป็นสีแดง หรือ สีชมพู เช่นเดิม จึงมั่นใจว่าเป็นมะขามกลายพันธุ์แบบถาวร เนื้อไม่กลับไปเป็นสีน้ำตาลอีกแน่นอน เลย ตั้งชื่อว่า "มะขามเนื้อแดง" พร้อมตอนกิ่งออกวางขายได้รับความ นิยมอย่างแพร่หลายในขณะนี้
      มะขามเนื้อแดง อยู่ในวงศ์ CAESALPINICEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะขามทั่วไป แต่จะติดผลดกมาก ฝักมีขนาดใหญ่และยาว เนื้อผลค่อนข้างหนา เมื่อสุกเนื้อจะเป็นสีแดงโดยธรรมชาติ ตามภาพประกอบคอลัมน์ และมีรสเปรี้ยวจัด ผลจะสุกในช่วงฤดูหนาวทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง
      ประโยชน์   ทางอาหาร ใบอ่อน ดอก รสเปรี้ยว ใส่ต้มยำ ต้มโคล้ง ฝักอ่อน รสเปรี้ยว ปรุงกับต้มส้ม ตำเป็นน้ำพริกมะขาม ฝักแก่ หรือสุกรสเปรี้ยวจัด แกะเอาเฉพาะเนื้อทำเป็นมะขาม เปียก ให้น้ำหนักดี ใช้ปรุงกับแกงส้ม แกงคั่ว เพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น
      ทางยา ใบแก่ รสเปรี้ยวปนฝาด ปรุงเป็นยาแก้ไอ แก้โรคบิด ขับเสมหะในลำไส้ เนื้อสุกหรือดิบแก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ เมล็ดแก่ กินเป็นยาถ่ายพยาธิ ไส้เดือนในท้องเด็กดีมาก
       ปัจจุบัน "มะขามเนื้อแดง" หรือที่ผู้ขายเรียก อีกชื่อว่า "มะขามสีลิปสติก" มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง  ปลูกได้ในดินทั่วไป  เหมาะจะปลูกเก็บผลสุกแกะเนื้อทำเป็นมะขามเปียก  เพราะมะขามเปียกมีราคาดีและแพงในเวลานี้ครับ.
มะระขี้นก แก้ปากเปื่อย
      ในยุคสมัยก่อนคนเป็น โรคปากเปื่อย ปากแตกเป็นขุย กันเยอะ สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย เป็นแล้วรู้สึกเจ็บภายในช่องปากทรมานมาก เนื่องจากกินข้าวหรือกินอาหารลำบาก บางคนเป็นมากต้องไปให้แพทย์รักษาเป็นประจำ เมื่อหายแล้วกลับมาเป็นอีกได้ ในปัจจุบันอาการโรคปากเปื่อย ปากเป็นขุยยังมีเป็นกันอยู่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ตามชนบทห่างไกลตัวเมือง หรือห่างไกลโรงหมอ จะเลือกรักษาด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน ซึ่งก็มีมากมายหลายสูตร และได้ผลดีตามสภาพของสมุนไพรแต่ละชนิดที่ใช้
      มะระขี้นก จัดเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการของโรคปากเปื่อย ปากเป็นขุยดังกล่าวด้วย นิยมใช้กันมาแต่โบราณแล้ว โดย มีวิธีง่ายๆคือ เอา "มะระขี้นก" แบบสดๆ กะจำนวนตามต้องการหรือเหมาะสมในการใช้แต่ละครั้ง ตำให้ละเอียดทั้งเมล็ด จากนั้นใช้ผ้าขาวบางบีบคั้นเอาเฉพาะน้ำอมไว้ในปากนานตามที่จะทำได้วันละ 2-3 ครั้ง ตอนไหนก็ได้ หลังจากอมได้ 1 อาทิตย์ อาการจะค่อยๆดีขึ้น เห็นได้ชัดเจน ให้อมต่อไปเรื่อยๆจนกว่าอาการปากเปื่อย ปากเป็นขุยจะหายในที่สุด เมื่อหายแล้วเลิกอมได้ เป็นอีกก็อมอีกไม่มีอันตรายอะไร
      มะระขี้นก หรือ MOMORDICA CHRANTIA LINN. อยู่ในวงศ์ CUCURBITACEAE เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น มีมือเกาะ ลำต้นหรือเถาเป็นเหลี่ยม มีขนปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะคล้ายกับใบแตงโม แต่ขนาดของใบจะเล็กกว่า ขอบใบหยักเว้าลึก มี 5-7 หยัก ปลายแหลม สีเขียวสด
      ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ สีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ เนื้อกลีบบาง มีเกสรจำนวนมาก เป็นสีเหลืองอมส้ม "ผล" เป็นผลเดี่ยว รูปกระสวย ผิวขรุขระ มีปุ่มยื่นออกมา ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีเหลืองส้ม ผลแก่แตกได้ มีเมล็ดจำนวนมาก เป็นรูปทรงกลมแบน ดอกออกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด นิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว และปลูกเพื่อเก็บผลขายทั่วไป
       ประโยชน์ทางอาหาร ยอดอ่อน ใบอ่อน และผลอ่อน นึ่งหรือลวกให้สุกรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกชนิดต่างๆ เพิ่มรสชาติให้อิ่มอร่อยยิ่งขึ้น
      ทางสมุนไพร ผลสดกินแก้เบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ผลดิบกินแก้ โรคตับอักเสบได้ แก้ปวดเข่า ม้ามอักเสบ ผลสุกใช้ตำคั้นเอาน้ำ ทาแก้สิวได้ เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาเจริญอาหาร แก้โรคลมเข้าข้อ หัวเข่าบวม เป็นยาบำรุงน้ำดี เป็นยาขับพยาธิในท้อง น้ำคั้น จากผล "มะระขี้นก" แบบสดๆ มีสรรพคุณแก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุย ตามที่ระบุข้างต้น และ ยังกินเป็นยาบำรุงระดูในสตรีได้อีกด้วยครับ.
เมล็ดแมงลัก แก้ท้องผูก
เมล็ดแมงลัก
      โรคท้องผูก มีคนเป็นกันเยอะ ทั้งที่เป็นคนชอบกินผัก กินปลา ผลไม้ และดื่มนมจืดก่อนนอนเป็นประจำ แต่พอตื่นเช้าเข้าห้องนํ้า กลับนั่งถ่ายไม่ออก เบ่งอย่างไรก็ไม่ได้ผล ต้องไปพบแพทย์ให้ยาระบายกินแล้วดีขึ้น ซึ่งจากลักษณะข้างต้นอาจเป็นเพราะระบบย่อยไม่ดี เพราะอาหารที่รับประทานประจำไม่ใช่อาหารประเภทย่อยยาก
       ใน ทางสมุนไพร "เมล็ดแมงลัก" เป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้ได้ผลดีมาแต่โบราณ มีวิธีง่ายๆคือ เอา "เมล็ดแมงลัก" มีขายทั่วไป จำนวน 1 ช้อนชา แช่ในนํ้าสะอาด 1 แก้ว รอจนพองตัวเต็มที่ดื่มก่อนนอนให้หมดแก้วทุกคืน หากดื่มแบบจืดๆไม่ได้ เอานํ้าตาลทรายใส่ ลงไปเล็กน้อย จะช่วยให้ท้องไม่ผูกได้ อย่างไรก็ตาม หากจะให้ดีตื่นนอนตอนเช้าควรดื่มนํ้าก่อนเข้าห้องนํ้า 1-2 แก้ว จะทำให้ระบบย่อยดีขึ้นและท้องไม่ผูกอีก
       แมงลัก หรือ OCIMUM AMERICANA LINN. อยู่ในวงศ์ LABIATAE มี สรรพคุณเฉพาะ ลำต้นสดต้มนํ้าดื่มแก้ไอ ขับเหงื่อ ขับลม กระตุ้นโรคทางเดินอาหาร ใบสดตำละเอียดคั้นเอานํ้ากินแก้ หวัด แก้หลอดลมอักเสบ แก้ ท้องร่วง กากใบพอกทาแก้โรค ผิวหนังทุกชนิด เมล็ดแช่นํ้ากินเป็นยาระบาย ลดความอ้วน ช่วยดูดซึมนํ้าตาลในเลือด ขับเหงื่อ เพิ่มปริมาณของอุจจาระเป็นเมือกลื่นในลำไส้
ไมยราบ แก้เบาหวาน
ไมยราบ
      ไมยราบ เป็นไม้สมุนไพรชนิดหนึ่งที่นำไปเข้ากับต้น "ครอบจักรวาล" แล้วใช้เป็นยาแก้เบาหวานได้ โดย เอาต้น "ไมยราบ" ทั้งต้นรวมรากแบบสด กับต้น "ครอบจักรวาล" สดเช่นเดียวกัน จำนวนเท่ากันหั่นเป็นชิ้นตากแห้งนำไปคั่วไฟอ่อนๆจนเหลือง ชงกับนํ้าร้อนดื่มทุกวัน ช่วยลดนํ้าตาลในเลือดหรือเบาหวานได้ สามารถดื่มได้เรื่อยๆ ไม่มีอันตรายอะไร
       ไมยราบ หรือ SENSITIVE PLANT– MIMOSA PUDICA LINN. อยู่ในวงศ์ FABACEAE เป็นไม้ล้มลุกทอดเลื้อย ใบไวต่อการสัมผัส ดอกสีชมพู พบขึ้นทั่วไปตามป่ารกร้างว่างเปล่า มีสรรพคุณทางยาคือ ทั้งต้น ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ แก้กษัย (อาการป่วยเกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมซูบผอม โลหิตจาง และปวดเมื่อย) โดยต้มนํ้าดื่ม ราก แก้บิด ขับปัสสาวะ ทั้งต้นผสมรากสะเดาดินและไมยราบเครือ (อีกชนิดหนึ่งคล้ายคลึงกันมาก) ทั้งต้นต้มนํ้าดื่มขับปัสสาวะ สารสกัดทั้งต้นด้วยแอลกอฮอล์สามารถลดนํ้าตาลในเลือดของสัตว์ทดลอง สารบริสุทธิ์สกัดจากต้น "ไมยราบ" ทำเป็นโทนเนอร์ เช็ดหน้าหลังอาบนํ้า ฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้ และ ยังช่วยทำให้ใบหน้าสะอาดด้วย
      ครอบจักรวาล หรือ XANTONNEA PARVIFLIA CRAIB อยู่ในวงศ์ RUBIACEAE เป็นไม้พุ่ม สูง 2-3 เมตร พบขึ้นตามป่าทั่วไป ดอกเป็นสีขาวแกมเหลือง มีสรรพคุณทางยาคือ เปลือกต้น หรือเปลือกรากขูดเป็นฝอยๆ ผสมเกลือป่น อมรักษาอาการฟันผุดีมาก  ซึ่งทั้งต้น "ไมยราบ" และต้น "ครอบจักรวาล" นิยมปลูกเฉพาะตามสวนสมุนไพรเท่านั้น ใครต้องการต้นไปปลูกต้องเสาะหากันเอง หรือลองติดต่อ "คุณพร้อมพันธุ์" บริเวณโครงการ 21 ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ จัดหาให้อาจจะมี ราคาสอบถามกันเอง
มะเกลือ  ประโยชน์ดีหายาก
มะเกลือ
       ตาม หัวไร่ปลายนาในยุคสมัยก่อนจะมีต้น มะเกลือปลูกไว้เยอะ เพื่อเก็บผลดิบขายเป็นรายได้เสริม ให้โรงงานเอายางจากผลสดไปใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีดำหรือสีคราม ย้อมแล้วสีไม่ตกติดดี ในช่วง มะเกลือติดผลทุกปี ชาวจีนจะบรรทุกผ้าแพรผ้าด้าย มาอาศัยย้อมสี มะเกลือในบ้านเรา ก่อนจะย้อนนำกลับไปประเทศจีนจำนวนมาก ปัจจุบันภาพ แบบนั้นไม่มีอีกแล้ว และต้น มะเกลือก็ไม่ค่อยพบเห็นด้วย จึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่รู้จัก
      มะเกลือ หรือ EBONY TREE DIOSPYROS MOLLIS GRIFF อยู่ในวงศ์ EBENACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 30 เมตร ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่ สีเขียวเข้ม ใบดกให้ร่มเงาดีมาก ใบแห้งเป็นสีดำ ดอกแยกเพศ ดอกตัวผู้เป็นช่อสั้น มี 3 ดอก ดอก ตัวเมียเป็นดอกเดี่ยวๆ สีเหลือง ผลรูปกลมเกลี้ยง ดิบสีเขียว สุกเป็นสีดำ ติดผลปีละครั้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีชื่อเรียก อีกคือ ผีเผา และ หมักเกลือ
      สรรพคุณทางสมุนไพร ผลดิบสดเป็นยาถ่ายพยาธิทุกชนิด เด็ก 10 ปี ใช้ 10 ผล อายุมากกว่า 10 ปี เพิ่มจำนวนขึ้น 1 ผลต่อปี สูงสุดไม่เกิน 25 ผล คือ อายุ 25 ปีขึ้นไปกินไม่เกิน 25 ผลเท่านั้น ล้างผลให้สะอาด ตำให้แหลก กรองเอาเฉพาะน้ำผสมกับหัวกะทิ 2 ช้อนต่อ มะเกลือ” 1 ผล กินครั้งเดียวให้หมดตอนเช้ามืดก่อนอาหารประมาณ 3 ชั่วโมง จะช่วยขับพยาธิดีมาก เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี หญิงมีครรภ์ หลังคลอด เป็นไข้ เป็นโรคกระเพาะอาหาร ห้ามกินยานี้ และ อย่ากินเกินกำหนดที่ระบุไว้ สาร DIOSPYROL จะเปลี่ยนเป็นพิษทำ ให้จอรับภาพและประสาทตาอักเสบอาจทำให้ตาบอดได้ เปลือกต้น ย่างไฟใส่ดองน้ำตาลสดจะทำให้เกิดแอลกอ-ฮอล์ใน 24 ชั่วโมง มักใส่เปลือกต้นตะเคียนด้วย เพื่อทำให้น้ำตาลใสสะอาดชวนรับประทานดีมาก
มะละกอ  กับสูตรลดอ้วน
มะละกอ
      ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากมีปัญหาเรื่องความอ้วน แต่ไม่ใช่อ้วนถึงขนาดมีน้ำหนักเป็น 100 หรือ 200 กิโลกรัม เพียงแค่อ้วนเกินอัตราส่วนความสมดุลของร่างกายและอายุ ซึ่งก็พยายามลดเต็มที่แล้วแต่ไม่ ได้ผล มีแต่จะอ้วนเพิ่มขึ้น
      สำหรับ "มะละกอ" กับสูตรลดอ้วน ถือเป็นหลักโภชนาบำบัดแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมนำไปปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ส่วนจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้ต้องการลดความอ้วนจะต้องควบคุมการกินอาหารและออกกำลังควบคู่กันไปด้วย "นายเกษตร" เห็นว่าเป็นสูตรง่ายๆ จึงเสนอเป็นวิทยาทานอีกเช่นเคย คือเอา "มะละกอ" ดิบหรือห่าม 1 ผล ใหญ่ หรือเล็กตามแต่จะหาได้ ไม่ต้องปอกเปลือก ผ่าเอาเมล็ดออกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆต้มกับนํ้า ลิตร หรือท่วมเนื้อจนเดือดแล้วดื่มเฉพาะนํ้าแทนการดื่มนํ้า ดื่มได้ เรื่อยๆหมดแล้วเอาผลใหม่ต้มดื่มต่อจนกว่าน้ำหนักจะลดลงตามต้องการ ไม่มีอันตรายอะไร
      มีข้อแม้ หากต้องการให้เห็นผลแน่นอนต้องกินข้าวให้ตรงเวลาทุกมื้อ และมื้อเย็น ห้ามกินข้าวหลังห้าโมงเย็นอย่างเด็ดขาด จะได้ผลดีแล้วยังทำให้ร่างกายไม่เกิดโรคด้วย
      มะละกอ มีผลดิบและสุกวางขายทั่วไปตามตลาดสดและตลาดผลไม้ นิยมปลูกกินผลในครัวเรือนอย่างกว้างขวาง มีสรรพคุณเฉพาะ ยาง ใช้ กัดหูด ตาปลา และเป็นยาระบาย ยางยังใช้หมักไก่ ต้มเนื้อให้ยุ่ย ทำครีมทากันส้นเท้าแตก ใช้ซักผ้ายกเว้นผ้าห่ม
มะเขือยาว อร่อยมีสรรพคุณ
      ปัจจุบัน พืชผักกินได้เกือบทุกชนิดมีราคาแพงมากจนบางครั้งหยิบแทบไม่ติด สาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศในปีนี้แล้งจัดและอุณหภูมิสูง ทำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชผักกินได้มีผลิตผลน้อยลง ซึ่งพืชผักบางชนิดแม้จะมีวางขายแต่จะไม่มีความสมบูรณ์ รูปทรงแคระแกร็นหรือหงิกงอ บางอย่างถึงกับขาดตลาดไม่มีวางขายเนื่องจากแห้งตายคาสวน จึงทำให้พืชผักกินได้มีราคาแพงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้
       อย่างไรก็ตาม มีหลายคนแก้ไขปัญหาด้วยการปลูกพืชผักกินได้ชนิดปลูกง่ายโตไวลงกระถางตั้งในบริเวณบ้านไว้เก็บกินเอง เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กะเพรา โหระพา มะเขือเทศ สามารถแก้ไขได้ระดับหนึ่ง ซึ่ง "มะเขือยาว" เป็นพืชผักกินได้ ที่นอกจากปลูกเก็บผลรับประทานในครัวเรือนได้แล้ว บางส่วนของ "มะเขือยาว" ยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย จึงแนะนำให้ปลูกเสริมเพื่อเก็บผลกินในบ้านอีกชนิดหนึ่ง
มะเขือยาว
       มะเขือยาว หรือ SO-LANUM MELONGENA LINN. อยู่ในวงศ์  SOLA-NACEAE เป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นเดี่ยว แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มแน่น กิ่งอ่อนมักมีขนละเอียดปกคลุมทั่วและมีหนามเล็กสั้นประปราย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปค่อนข้างกลม ปลายแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบหยักหรือเป็นคลื่น ท้องใบมีขนนุ่ม ผิวใบสีเขียวสด
       ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อ 3-5 ดอก มีกลีบดอก 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแหลม ดอกเป็นสีม่วง กลางดอกมีเกสรตัวผู้ 5 อัน เกสรตัวเมีย 1 อันอยู่ติดกับกลีบดอก ก้านเกสรและอับเกสรเป็นสีเหลือง "ผล" รูปกลมยาว มี 2 ชนิดพันธุ์คือ พันธุ์ที่ผลเป็นสีเขียว กับ พันธุ์ที่ผลเป็นสีม่วง ผิวผลเรียบเกลี้ยงและเป็นมัน ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงสีเขียวติดอยู่ เวลาติดผลดกและผลยาวห้อยลงจะดูสวยงามทั้งสีเขียวและสีม่วง ติดผลตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปัจจุบัน "มะเขือยาว" มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 15 แผง "คุณปืด" ราคาสอบถามกันเอง
       ประโยชน์ทางสมุนไพร ลำต้นและราก แก้บิดเรื้อรัง อุจจาระเป็นเลือด แผลเน่าเปื่อยอักเสบ ใบ แก้ปัสสาวะขัด แก้โรคหนองใน พอกแผลบวมเป็นหนอง ผลแห้ง ทำเป็นยาเม็ดกินแก้ปวด แก้ตกเลือดในลำไส้ ขับเสมหะ ผลสด ตำพอกแผลอักเสบมีหนอง ขั้วผลแห้ง เผาเป็นเถ้าบดให้ละเอียดกินเป็นยาแก้ตกเลือดในลำไส้ครับ.
มะเฟืองเปรี้ยวสุก  แก้โรคเกาต์
มะเฟืองเปรี้ยวสุก
      โรคเกาต์ เป็นโรคที่รักษาให้หายขาดยากเหมือน กับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต ซึ่งคนที่เป็นโรคเกาต์ทราบกันดีทุกคนว่า เมื่อเป็นแล้วจะทรมานมาก เวลากินอาหารแสลงเข้าไป ข้อเท้าจะบวมฉึ่งเจ็บปวดมากจนเดินไม่ได้ ในทางสมุนไพรมีสูตรรักษาหลายสูตร เคยแนะนำไปบ้างแล้วสามารถบรรเทาได้ระดับหนึ่ง
      สำหรับ "มะเฟืองเปรี้ยวสุก" เป็นอีกสูตรหนึ่ง ที่นิยมใช้กันมาแต่โบราณ เป็นสูตรเฉพาะกลุ่ม ได้รับการบอกเล่าจากผู้ใจดีว่าสามารถทำให้โรคเกาต์หายขาดได้ จึงรีบแนะนำผู้อ่านไทยรัฐอีกตามระเบียบ โดยมีวิธีทำง่ายๆ คือ ให้เอาผล "มะเฟืองเปรี้ยวสุก" จำนวน 1 ผล เกลือป่นเล็กน้อย น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำต้มสุก กะให้ได้ 2 แก้วต่อวัน ปั่นให้เข้ากันจนละเอียด กินครั้งละเกือบเต็มแก้วเช้าเย็นก่อนอาหาร ทำกินติดต่อกัน 6 วัน เจ้าของสูตรบอกว่าอาการของโรคเกาต์จะหายได้ ใครที่เป็นโรคเกาต์ทดลองทำกินไม่อันตรายอะไร
       มะเฟือง หรือ AVERRHOA CARABOLA LINN. อยู่ในวงศ์  AVERRHOACEAE ประโยชน์ทางยา ยอดมะเฟืองกับยอดมะพร้าวต้มผสมกันกินแก้ไข้หวัดใหญ่ ใบต้มอาบแก้ตุ่มคัน แก่นและรากต้มกินแก้ท้องร่วง แก้เจ็บเส้นเอ็น ผลสระผมบำรุงเส้นผม ขจัดรังแคได้ ปัจจุบันผลมะเฟืองเปรี้ยวหาซื้อยากมาก ส่วนใหญ่จะมีแต่ผลมะเฟืองหวานขาย ใครต้องการต้นมะเฟืองเปรี้ยว ไปปลูก มีขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง "คุณก็อต-คุณหลง" ตรงกันข้ามโครงการ 15 ราคาสอบถามกันเอง
มะเขือเทศเมล็ดทับทิม ป้องกันต่อมลูกหมากโต
มะเขือเทศ
เมล็ดทับทิม      ในทางสมุนไพร หรือ ธรรมชาติบำบัด มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการ ต่อมลูกหมากโต ได้ แต่ไม่ใช่รักษาต่อมลูกหมากโต เป็นวิธีปฏิบัติตอนยังไม่เกิดอาการ เพราะหากเป็นแล้วต้องพบแพทย์อย่างเดียว โดยสูตร "มะเขือเทศเมล็ดทับทิม" มีวิธีง่ายๆ คือ เอามะเขือเทศ กะจำนวนตามต้องการกับเมล็ดทับทิม กะจำนวนตามต้องการเช่นกัน ให้เหมาะสมทั้งสองอย่าง ปั่นรวมกันจนละเอียดแล้วใช้ผ้าขาวบางกรองบีบเอาเฉพาะน้ำดื่มเช้าเย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ครั้งละ 1 แก้ว ทำกินเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องประจำ กินบ้างหยุดบ้างตามแต่โอกาส จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการต่อมลูกหมากโตได้
      มะเขือเทศ หรือ LYCOPERSICON  ESCULEN-TUM MILL. อยู่ในวงศ์ SOLANACEAE มีสรรพคุณทางสมุนไพร ใบตำละเอียดทาหรือพอกแก้ผิวหนังถูกแดดเผา ผลสดเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับพิษและสิ่งที่คั่งค้างในร่างกาย ช่วยบำรุงและกระตุ้นกระเพาะอาหาร ลำไส้ และไต รากต้มดื่มแก้ปวดฟันหรือล้างแผลได้
       ทับทิม หรือ POMEGRANATE PUNICA GRANATUMLINN. อยู่ในวงศ์ PUNICACEAE สรรพคุณทางยา เปลือกผลแก่ตากแห้งรักษาอาการท้องร่วง ขนาดที่ใช้คือเปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำให้ข้นๆ กินวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละไม่มากนัก เพราะกินมากจะเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ ยังฝนกับน้ำทาแก้น้ำกัดเท้าได้ดีอีกด้วย ซึ่งพบว่ามีสาร "แทนนิน" และ กรด "แทนนิน" ช่วยในการฝาดสมานดีมาก

มะขามป้อม สร้างภูมิต้านทานหวัด
มะขามป้อม
      โรคหวัด เป็นกันง่าย และติดกันง่าย ภูมิต้าน ทานหรือร่างกายอ่อนแอเมื่อไหร่ไข้หวัดถามหาทันที  ในปัจจุบันแพทย์สมัยใหม่มีวิธีป้องกันโรคหวัดด้วยการฉีดวัคซีนต้านเชื้อเข็มเดียวป้องกันได้นานเป็นปี ราคาเข็มหนึ่งก็หลายเงินอยู่  ซึ่งในทางสมุนไพรก็มีสูตรสร้างภูมิต้านทานหวัดได้เหมือนกันและสามารถทำรับประทานแบบง่ายๆคือ
      เอาผล "มะขามป้อม" แบบสดกินทุกวัน  วันละ ผล  กินได้ตลอดไม่มีอันตรายอะไร  โดยผลของ "มะขามป้อม"  มีวิตามินซีสูงจะช่วยสร้างภูมิต้านทานทำให้ร่างกายแข็งแรงเป็นหวัดได้ยากหรือไม่เป็นหวัดเลย  สมัยโบราณ คนเฒ่าคนแก่นิยมเอาผลสดของ  "มะขามป้อม"  วางใส่จานมีเกลือป่นเทไว้ข้างๆจิ้มเกลือกินทั้งวัน  ไม่เคยเป็นหวัดเลย  หากใครกินผลสดไม่ได้สามารถทุบผลให้แตก  หรือมีผลแห้งอยู่เอาไปต้มน้ำดื่มได้วันละ  2  แก้ว ตอนเช้ากับก่อนนอน  มีสรรพคุณเหมือนกัน  ปัจจุบันมีผู้ผลิต เป็นแคปซูลและเป็นแบบชงเป็นน้ำชา มีสมุนไพรตัวอื่นร่วมด้วย  มีวางขายแพร่หลาย  ในทางสมุนไพร ระบุสาเหตุของการเป็นหวัดมาจากธาตุน้ำในตัวอ่อนแอ และ "มะขามป้อม" จะเข้าไปสร้างภูมิต้านทานทำให้ธาตุน้ำแข็งแรงไม่เป็นหวัดได้
      มะขามป้อม หรือ MYROBALAN PHYLLANTHUS EMBLICA LINN. อยู่ในวงศ์ EUPHORBIACEAE เป็นไม้ต้นสูง 5-8 เมตร ใบขนาดเล็ก ดอกสีเขียวปนเหลือง  "ผล"  รูปทรงกลมแป้นเล็กน้อย ผลโตเต็มที่ประมาณปลายนิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่  มีผลขายตามแผงขายผักพื้นบ้านในตลาดสดทั่วไป  มีสรรพคุณเฉพาะ กินผลเป็นประจำทำให้เนื้อหนังสมบูรณ์ ผลแก้ไข้หัวลม แก้เสมหะ  แพทย์ชนบทใช้ผล "มะขามป้อม" จิ้มเกลือพริกกินเป็นยาแก้ไอได้เด็ดขาดนัก
มะกรูด แก้แมวอึไม่เป็นที่
มะกรูด
      ผู้อ่านไทยรัฐ  จำนวนมากมีปัญหาทุกข์ใจเรื่อง แมวชอบอึและเยี่ยวทิ้งไว้หน้าบ้านและในบริเวณบ้าน ทั้งๆ ที่ไม่เคยเลี้ยงแมวเลย ตื่นเช้าขึ้นมากลิ่นเหม็นมาก ต้องเก็บกวาดเป็นประจำขอให้แนะนำวิธีแก้บ้างจะได้หายทุกข์ใจ  ซึ่งในช่วงหนึ่ง   เคยเลี้ยงแมวเหมือนกัน เป็นแมวโทนที่แม่มันตกลูกทิ้งไว้ในบ้าน ให้ข้าวให้น้ำอย่างดีตัวอ้วนปึ้กใครพบเห็นต่างชื่นชอบ มีความผูกพันกับ
      ทุกคนในบ้าน ทุกคนรักมันมากและเรียกชื่อว่า "ไอ้แสบ" ถึงเวลาคลุกข้าวกับปลาทูเคาะจานพลาสติกเบาๆ มันได้ยินอยู่ที่ไหนจะวิ่งเร็วยังกับรถด่วนกลับมากินแสนรู้มาก ช่วงกลางวันเทนมจืดใส่จานให้กินแล้วเข้าไปนอนหลับใต้เตียงห้องนอนลูกชาย คนในบ้านนั่งรวมกันดูทีวีหรือคุยกัน มันจะไปนอนขดอยู่กลางวงกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ซึ่งแรกๆมันก็อึ หรือเยี่ยวไม่เป็นที่เช่นกัน  แต่เมื่อค่อยๆหัดให้ใช้ห้องน้ำมันก็ทำได้ บางครั้งมันใช้เท้าตะกุยประตูให้รู้ว่าจะออกไปอึ และเยี่ยวในที่รกร้างนอกบ้าน พอเปิดประตูให้มันจะวิ่งไปทำภารกิจส่วนตัวเสร็จแล้วก็วิ่งกลับบ้าน  เราสามารถสอนให้มันรู้จักระเบียบได้ หลังจาก "ไอ้แสบ" ตายทุกคนร้องไห้และไม่เคยเลี้ยงแมว หรือ สัตว์อะไรอีก เพราะกลัวจะผูกพันรักมัน และเสียใจเมื่อมันตาย 

      สำหรับ ผู้ไม่ได้เลี้ยงแมวแต่แมวชอบอึและเยี่ยวทิ้งไว้หน้าบ้าน ในบริเวณบ้านตามที่กล่าวข้างต้น มีวิธีแก้ได้คือ เอาผลสด "มะกรูด" ผ่าครึ่งวางไว้ในจุดที่แมวชอบอึหรือเยี่ยวประจำ จะทำให้แมวไม่กลับไปอึ หรือเยี่ยวอีกเลย วิธีนี้ใช้กันมาแต่โบราณ และได้ผลจริง
      มะกรูด หรือ CITRUS HYSTRIX DC. อยู่ในวงศ์ RUTACEAE มีผลขายตามตลาดสดทั่วไป และมีกิ่งพันธุ์ขายให้ซื้อไปปลูกมากมายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ ประดับสวน จตุจักร ทุกวันพุธ-วันพฤหัสฯ ซึ่งนอกจาก "ผล" จะใช้ป้องกันไม่ให้ แมวอึหรือเยี่ยวไม่เป็นที่แล้ว "มะกรูด" ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกคือ รากใช้เป็นยากระทุ้งพิษ แก้พิษฝีภายใน แก้เสมหะเป็นโทษ น้ำ "มะกรูด" มีวิตามินซี ใช้ถูฟันแก้โรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน) "ผล" ดองเปรี้ยวเค็มรับประทานเป็นยาฟอกล้างและบำรุงโลหิตระดูสตรี
       ผิว จากผล "มะกรูด" ปรุงเป็นยาลมในลำไส้ ขับระดูสตรี ราก ถอนพิษสำแดง เอาผล "มะกรูด" ตัดจุกคว้านไส้ใส่มหาหิงคุ์ ลงไปปิดจุดที่คว้านเอาไปสุมไฟให้เกรียมกรอบทำผงละลายกับน้ำผึ้งป้ายลิ้นเด็กแรกเกิดเป็นยาขับขี้เทา ขับผายลม แก้ปวดท้อง ผลสดเผาไฟพอไหม้ใช้สระผมทำให้ผมดกดำเป็นเงางามดีมาก มีชื่อเรียกอีกคือ ส้มมั่วผี (ปักษ์ใต้) มะหูด (หนองคาย) และ ส้มมะกรูด (ไทยภาคกลาง) ประโยชน์ทางอาหาร นิยมเอาใบสดปรุงกับแกงดับกลิ่นคาวได้ดีมากครับ.
มะตูมแห้ง รากเตยหอม  ฟื้นฟูตับอ่อน
มะตูมแห้ง
      ตับอ่อน ไม่ดีหรือเสียเป็นสาเหตุหนึ่ง ทำให้คนเป็นโรคเบาหวาน เพราะตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลิน ขับถ่ายของเสียได้ ดังนั้น การฟื้นฟูตับอ่อนให้กลับสู่ปกติ จึงจะทำให้โรคเบาหวานลดลงหรือดีขึ้นได้ ปัจจุบัน มีวิธีฟื้นฟูตับอ่อนหลายรูปแบบ เช่น กินอาหารเสริม ได้ผลดี แต่ราคาก็สูงอยู่ หรือ แม้กระทั่งคล้องเหรียญควบคุมระบบในร่างกาย ในทางสมุนไพร มีวิธีง่ายๆ คือ เอามะตูมแห้ง 30 กรัม กับรากเตยหอม 30 กรัม ต้มกับน้ำตามต้องการจนเดือดดื่มขณะอุ่น เช้า กลางวัน เย็น ครั้งละครึ่งแก้ว ต้มกินประจำจะทำให้ตับอ่อนค่อยๆดีขี้น ทำให้โรคเบาหวานลดลงได้
      มะตูม หรือ BAEL FRUITTREE, BENGAL QUINSE AEGLE MARMELOS (L.) CORRอยู่ในวงศ์ RUTACEAE ตำรายาไทยระบุว่า ผลดิบแห้งชงน้ำชาดื่มแก้ท้องเสีย แก้บิด ผลสุกเป็นยาระบายช่วยย่อยอาหาร ใบสดคั้นน้ำกินแก้หลอดลมอักเสบ เปลือก ราก และต้นรักษาไข้มาลาเรีย
      เตยหอม หรือ PANDANUS ODORUS อยู่ในวงศ์
PANDANACEAE สรรพคุณโบราณ เตยหอมมีรสเย็นหอม บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นซึ่งในการทำข้าวกระยาคู ที่ใช้ข้าวน้ำนมกับนมสด ต้องใส่ใบเตยหอมด้วย จะช่วยให้คนไข้รับประทานแล้วเกิดกำลัง ทำให้จิตใจผ่องใส ต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กษัยน้ำเบาพิการได้ดีมาก


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น