คำปรารภ

ชุมนุมสมุนไพรในบล๊อกของข้าพเจ้านี้ ได้นำบทความจากคอลัมน์ "เกษตรกรบนแผ่นกระดาษ" โดย นายเกษตร ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งข้าพเจ้าชอบคอลัมน์นี้มาก จึงตัดเอามาพิมพ์และแปะไว้ในสมุดหลายเล่ม และอยากจะนำมาเผยแพร่ในบล๊อก จึงขออนุญาตท่านนายเกษตรจากบล๊อกนี้ เนื่องจากข้าพเจ้าไม่รู้จะติดต่อขออนุญาตท่านได้อย่างไร ข้าพเจ้าจึงขอขอบคุณท่านมาก และยังได้นำสูตรที่ท่านให้ไว้นำไปทำรับประทานและได้ผลค่อนข้างดีมาก

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ชุมนุมสมุนไพร

กระเจี๊ยบแดง  ลดกระเพาะและลำไส้อักเสบ
กระเจี๊ยบแดง
       อาการ กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ เนื่องจากกินอาหารเป็นพิษเข้าไป แต่ไม่รุนแรงนัก ให้เอา ผลแห้ง กระเจี๊ยบแดงเอาเมล็ดทิ้งหมดบดเป็นผง ตักครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว รอให้เย็น ดื่มเฉพาะน้ำใสๆ วันละ 3-4 ครั้ง ตอนไหนก็ได้ โดยทิ้งระยะห่างกันพอประมาณ จะลดอาการอักเสบลงได้ สามารถชงดื่มจนหายแล้วจึงหยุด
กระเจี๊ยบแดง หรือ HIBISCUS  SABDARIFFA LINN. อยู่ในวงศ์ MALVACEAE มีถิ่นกำเนิดจากแอฟริกาตะวันตก เป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร ดอกเป็นสีเหลืองหรือสีชมพู ผลค่อนข้างกลม สีแดง มีเมล็ดเยอะ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและปักชำกิ่ง ประโยชน์นอกจากเป็นอาหาร กลีบเลี้ยงรสเปรี้ยวเป็นยาขับปัสสาวะในผู้ป่วยขัดเบา ช่วยให้ก้อนนิ่วขนาดเล็กหลุดออกมาได้ ใบสดต้มดื่มขับเสมหะแก้ไอขับเมือกในลำไส้ลงสู่ทวาร เมล็ดบำรุงธาตุแก้ดีพิการ ผลแก้อ่อนเพลียบำรุงร่างกาย ใบและดอกมีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ใบมีเบต้าแคโรทีนเปลี่ยนเป็นวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา และอุดมไปด้วยวิตามินซีช่วยทำให้เหงือกแข็งแรงเป็นสีชมพู
กระทุ่มน้ำ  ดอกหอมมีสรรพคุณ
กระทุ่มน้ำ
     ไม้ต้นนี้ พบขึ้นตามป่าทุกภาคของประเทศไทย มีความเป็นพิเศษคือเป็นไม้ยืนต้นที่ สามารถทนต่อการถูกน้ำท่วมขังได้ โดยต้นจะไม่ตายยืนอย่างเด็ดขาด และที่สำคัญ บางส่วนของต้น กระทุ่มน้ำยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรด้วย โดย ในตำรายาโบราณระบุว่า ราก ของ กระทุ่มน้ำนำไปผสมกับรากต้นต่อไส้ รากต้นทองแมว เปลือกต้นของกระทุ่มโคก และรากต้นกระเจียน กะจำนวนพอๆกันตามแต่จะหาได้  หรือกะด้วยสายตา ต้มกับน้ำจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่นวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เป็นยาบำรุงเลือด แก้ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อร่างกายเพราะทำงานหนัก ขับน้ำคาว ปลาหลังคลอดในสตรีดีมาก
สารสกัด เอทิล-อะซีเตทจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่ผิวหนังและกระเพาะปัสสาวะในหลอดทดลอง สารสำคัญที่ออกฤทธิ์เป็นสารกลุ่ม อัลคาลอยด์จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ 10–HYDROXY ANGUSTINE และ 14 DIHYDROANGUS TOLINES
กระทุ่มน้ำ หรือ NAUCLEA ORIEN-TALIS (L.) L. อยู่ในวงศ์ RUBIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบออกตรงกันข้ามรูปไข่กว้าง ปลายแหลม โคนมน ดอก เป็นช่อออกที่ปลายยอด รูปทรงกลม มีดอกย่อยจำนวนมาก เป็นสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอม เวลามีดอกดกจะดูสวยงามแปลกตาและส่งกลิ่นหอมเป็นที่ประทับใจมาก ผลเป็นผลรวม รูปทรงกลม มีเมล็ดรูปขอบขนาน ดอกออกได้เรื่อยๆ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และตอนกิ่ง มีชื่ออีกคือ ก้านเหลือง, ตุ้มคำ (เหนือ) ตุ้มดง (ลำปาง) สะแกเหลือง, กระทุ่มน้ำ (ภาคกลาง) และ กระทุ่มคลอง (ใต้) มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง คุณพร้อม- พันธุ์ราคาสอบถามกันเอง เหมาะจะปลูกประดับทั่วไป เพราะทนต่อทุกสภาพดินฟ้าอากาศครับ
กระดูกไก่ กับสรรพคุณยา
กระดูกไก่ หรือ CHLORANTHUS ERETUS (BUCH–HAM) VERDC. อยู่ในวงศ์ CHLORANTHACEAE เป็นไม้พุ่ม สูง 1.5 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้ามรูปขอบขนานปลายและโคนใบแหลม ขอบใบดูเหมือนเรียบ แต่จะมีหยักเล็กห่างๆและตื้นๆใบเป็นสีเขียวสด
กระดูกไก่
ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กหลายดอก ไม่มีกลีบดอก ดอกเป็นสีขาว ผลฉ่ำน้ำสีขาว มี 1 เมล็ด ดอกออกเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและปักชำกิ่งพบขึ้นทุกภาคของประเทศไทย พบมากที่สุดทางภาคเหนือ มีชื่อรองเรียกอีกคือ ชะพลูป่า (ตราด)
สรรพคุณทางสมุนไพร ยาพื้นบ้านล้านนา ใช้ทั้งต้น ผสมกับยาข้าวเย็นต้มน้ำดื่มต่างน้ำชาเป็นยาแก้ไข้เรื้อรัง ราก ผสมสมุนไพรตำรับที่ 19 ฝนกินรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ
ส่วนต้น พระยาสามสิบสองเมียที่พบมีวางขายมีป้ายชื่อติดไว้ชัดเจน มีลักษณะต้นใบและดอกเหมือนกับต้น กระดูกไก่ทุกอย่างและมีชื่อวิทยาศาสตร์ก็เหมือนกันด้วย จึงเชื่อว่าเป็นไม้ต้นเดียวกันอย่างแน่นอน แต่ผู้ขายบอกสรรพคุณว่า ทั้งต้นใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง ทำให้ร่างกายแข็งแรงแม้ว่าอายุจะมากแล้วต่างจากสรรพคุณ กระดูกไก่ข้างต้นชัดเจนและบอกอีกว่าใบยังแก้อ่อนเพลีย แก้ปวดเมื่อยใช้ล้างแผลสดได้อีกด้วย และมีชื่อเรียกอีก คือ หมวยตั๋น, โมยตั๋น, หอมไก๋ และ กระดูกไก่
ต้น กระดูกไก่หรือ พระยาสามสิบสองเมียมีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง คุณตุ๊กหน้าตึกกองอำนวยการ หรือ ที่งานสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 จัดขึ้นที่อิมแพค เมืองทองธานี บริเวณฮอลล์ 7 โซนต้นไม้สมุนไพร ระหว่างวันที่ 5–9 ก.ย.55 ราคาสอบถามกันเองครับ
กรรณิการ์ ดอกหอมแรงสรรพคุณดี
            ไม้ต้นนี้ มีถิ่นกำเนิดจาก ประเทศอินเดีย แต่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในประเทศไทยมาช้านานแล้ว จนกลายเป็นไม้ไทยไปโดยปริยาย นอกจากนี้ ยังนิยมปลูกประดับอย่างแพร่หลายในประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย เนื่องจากต้น กรรณิการ์” จะมีความโดดเด่นคือ ดอกมีกลิ่นหอมแรงเป็นที่ชื่นใจ และ มีดอกดกเต็มต้นไม่เคยขาด ใครได้สูดดมกลิ่นหอมจะหลงใหลและชื่นชอบทันที
กรรณิการ์
กรรณิการ์ หรือ NIGHT JASMINE, NYCTANTHES ARBORTRISTIS LINN. อยู่ในวงศ์ VERBENACEAE เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้น สูงประมาณ 2-3 เมตร กิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม มีขนสาก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปไข่ ปลายแหลมเป็นติ่ง โคนมนขอบเรียบหรือจักถี่ ใบสากมือ มีขนแข็ง
ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ  แต่ละช่อ ประกอบด้วยดอกย่อย 3-7 ดอก มีใบประดับขนาดเล็ก ใบ กลีบดอกเป็นสีขาว 5–8 กลีบ หลอดดอกเป็นสีแสด ดอกจะบานในช่วงเย็นและหลุดร่วงลงสู่พื้นในตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น ทำให้บริเวณโคนต้นเต็มไปด้วยดอก กรรณิการ์” ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายเป็นที่ชื่นใจมาก ดอกมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีเกสรตัวผู้ อัน ผล” รูปไข่ หรือกลม มีเมล็ด ดอกออกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และตอนกิ่ง มีชื่อเรียกอีกคือ กณิการ์ และกรณิการ์
ประโยชน์ทางสมุนไพร ลำต้นต้มน้ำดื่มแก้ปวดศีรษะ ใบบำรุงน้ำดี ดอกแก้ไข้และลมวิงเวียน รากบำรุงธาตุบำรุงกำลัง แก้ท้องผูก หลอดดอกสีแสดโขลกหยาบๆ เติมน้ำกรองเอาน้ำสีเหลืองเติมน้ำมะนาวหรือสารส้มลงไปเล็กน้อยย้อมผ้าทำให้สีติดคงทน
ปัจจุบันต้น กรรณิการ์” มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณแผง ป้าถวิลคุณยศ” ตรงกันข้ามโครงการ 15 สอบถามราคา เองครับ.
กวางตุ้ง  ต้มลวกปรุงอย่าปิดฝา
กวางตุ้ง
         กวางตุ้ง ชนิดดอกเหลืองนิยมเอาไปต้มลวกจิ้มน้ำพริกหรือผัดกับหมูอร่อยมากซึ่ง กว้างตุ้งมีสารชนิดหนึ่งเมื่อถูกความร้อนจะเกิดสารตัวใหม่ชื่อ ไธโอไซยาเนต หรือ THIOCYANATE หากกินเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดอาการอึดอัด ท้องเสีย ความดันเลือดลดต่ำ กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย แต่ถ้าต้มลวกหรือปรุงแบบเปิดฝาสารดังกล่าวจะสลายไปเองกับไอน้ำจนหมด จึงอย่าปิดฝาอย่างเด็ดขาด
        กวางตุ้ง มีวิตามินซีมาก ถ้าต้มลวก 1-2 นาที จะมีเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายต้องการนำไปสร้างเป็นวิตามินเอมากกว่าครึ่ง เพียงพอสำหรับไปเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายได้ กิน
กวางตุ้ง เท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เพราะมีไขมันต่ำมาก และเป็นไขมันที่อิ่มตัวด้วย จึงปราศจากพิษภัย แถมให้กากใยอาหารช่วยให้ถ่ายคล่อง ช่วยระบบภายในให้มีความสมดุลสูง กวางตุ้งหรือ BROSSICA RAPAL.CV. GROUP CAISIN อยู่ในวงศ์ BRASSICACEAE มีวางขายตามตลาดสดทั่วไป
กะหล่ำปลี  รักษากระเพาะท่อน้ำดีอักเสบ
          ชาวโรมัน สมัยโบราณยกย่อง กะหล่ำปลีเป็นยารักษามะเร็ง เนื่องจากมีสารต้านมะเร็งหลายตัว กิน กะหล่ำปลีมากกว่า 1 ครั้งในหนึ่ง สัปดาห์สามารถลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ในผู้ชายถึงร้อยละ 66 กิน กะหล่ำปลีปรุงเป็นอาหารวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ป้องกันมะเร็งในช่องท้อง กิน กะหล่ำปลีสดดีกว่าปรุงให้สุก แต่ควรล้างด้วยน้ำเกลือหรือใช้สารส้มผสมน้ำล้างเอาสารเคมีที่ตกค้างก่อนเพื่อความมั่นใจ
กะหล่ำปลี
       ในงานวิจัย พบว่าสารอาหาร กลูตามีนใน กะหล่ำปลีจะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะและลำไส้สร้างเยื่อบุผนังกระเพาะได้เร็วขึ้น จึงทำให้แผลในกระเพาะและลำไส้หายเร็ว การทดลองในอเมริกาให้คนไข้กินน้ำคั้น กะหล่ำปลีสด วันละ 2 แก้ว รักษาโรคกระเพาะได้ ส่วนที่รัสเซียใช้น้ำคั้นสดของ กะหล่ำปลีไปตากแห้งแล้วเอาผงที่ได้ ใช้ รักษาโรคกระเพาะและท่อน้ำดีอักเสบเห็นผลอย่างชัดเจน
    กระหล่ำปลี หรือ BRASSICA OLERACEA CV.GR. HEADED CABBAGE อยู่ในวงศ์ BRASSICACEAE มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรป ชาวกรีกเป็นชนชาติแรกที่ปลูก กะหล่ำปลีต่อมาได้กระจายปลูกไปทั่วโลกและเป็นผักที่นิยมรับประทานทั่วโลกด้วย เนื่องจาก กะหล่ำปลีมีวิตามินซีมาก แต่ถ้าถูกความร้อนหรือถูกอากาศ  สารดีๆจะหายไปได้
       อย่างไรก็ตาม กะหล่ำปลีสด มีสาร GOITROGEN อยู่ด้วยแต่ไม่มากนัก สารที่ว่าถ้ามีมากจะขัดขวางการทำงานของ ต่อมไทรอยด์ทำให้นำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อย ร่างกายจะขาดไอโอดีน แต่ถ้าทำให้สุกแล้ว GOITROGEN จะหายไปจาก กะหล่ำปลีดังนั้น จึงรู้แล้วว่า กะหล่ำปลีมีประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกายอย่างไร นายเกษตรจึงบอกต่อครับ.
กล้วยน้ำว้า แก้โรคกระเพาะกลิ่นปาก
          ถ้าใคร เป็นโรคกระเพาะอาหาร แต่เป็นชนิดไม่รุนแรง ให้เอา กล้วยน้ำว้าดิบที่ยังไม่สุกปอกเปลือกออกฝานเนื้อเป็นแว่นบางๆ ตากแดดให้แห้งหรืออบแห้งแล้วบดเป็นผงละเอียดรับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ ละลายกับน้ำข้าวที่หุงแบบเช็ดน้ำ หรือผสมน้ำผึ้ง หรือกับน้ำเปล่า กินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงเช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอนทุกวัน จะช่วยให้โรคกระเพาะอาหารที่เป็นอยู่ค่อยๆทุเลาลงและหายได้ในที่สุด สูตรนี้ใช้กันมาแต่โบราณแล้ว
       กล้วยน้ำว้า หรือ MUSA SAPIENTUM LINN. อยู่ในวงศ์ MUSACEAE ยาง สมานแผล ห้ามเลือด ผลดิบ แก้ท้องเสีย ผลสุก กินเป็นยาระบาย สำหรับผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร หัวปลี แก้โรคโลหิตจาง ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ส่วนถ้าใครต้องการไม่ให้มีกลิ่นปาก เวลาตื่นนอนตอนเช้าให้กิน กล้วยน้ำว้าสุก 1 ผล แล้วจึงแปรงฟัน ปฏิบัติเป็นประจำประมาณ 1 อาทิตย์ กลิ่นปากจะหายไปและยังช่วยทำให้ผิว พรรณดีอีกด้วย
กะพังโหม  เหม็นกินมีประโยชน์
            ไม้ต้น นี้พบขึ้นตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป ลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีใบเรียวแหลมและแคบ กับ ชนิดที่มีใบใหญ่กว่าชนิดแรกเล็กน้อย ซึ่งเถาและใบจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก กลิ่นจะเหม็นเหมือนกลิ่นขี้หมาแห้ง ชาวบ้านในยุคสมัยก่อนที่ไม่ชอบกลิ่นเหม็นของ กะพังโหมจึงพากันเรียกชื่อว่าต้น ตดหมาภายหลังมีผู้เห็นว่าชื่อดังกล่าวไม่น่าฟัง จึงได้เปลี่ยนในปทานุกรมว่า กะพังโหม
กะพังโหม
       อย่างไรก็ตาม กะพังโหมแม้เถาและใบจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงตามที่กล่าวข้างต้น แต่คนในยุคโบราณกลับนิยมรับประทานเป็นผักสด โดยเอาใบหรือยอดอ่อนจิ้มนํ้าพริก ทางภาคใต้ใส่ในข้าวยำรับประทานอร่อยมาก ในประเทศอินเดีย ใช้ใบใส่ในซุปให้คนชราและผู้ที่เพิ่งจะฟื้นจากอาการป่วยไข้ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้
       ในทางยา ใครที่เป็นโรคเริม ปวดแสบปวดร้อน บางคนเป็นในร่มผ้า ให้เอาใบและเถาของ กะพังโหมที่ว่าเหม็นๆนั่นแหละ เอาชนิดสดตำให้ละเอียดพอกหรือทาบริเวณที่เป็นเริม หรือ บริเวณที่เป็นงูสวัดบ่อยๆ จะช่วยถอนพิษไม่ให้ปวดแสบปวดร้อนและแห้งหายได้  ใบและเถาของ กะพังโหมยังกินเป็นยาแก้ตานซาง แก้ดีรั่ว   เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ธาตุพิการ ท้องเสีย ตัวร้อน ขับไส้เดือนในเด็กดีมาก  ใบและเถายังสามารถตำพอกแผลที่ถูกงูกัด เพื่อถอนพิษก่อนนำตัวผู้ถูกงูกัดไปพบแพทย์ บางพื้นที่ใช้พอกแก้รำมะนาดได้ ราก ฝนเอานํ้าหยอดตาแก้ตาฟาง ตาแฉะตามัว
       กะพังโหม หรือ PAEDERIA TO-MENTOSA, BLUME, VAR GLALAR, KURZ–PAEDERIA FOETIDA อยู่ในวงศ์ RUSIACEAE ใบและเถามีสารเหม็นชื่อ METHGLMEREAPTAN มีชื่อเรียกอีกคือ หญ้าตดหมา, ตดหมา, ตูดหมูตูดหมา, ขี้หมาคาร้อ, พาโหมต้น และ ย่านพาโหม ครับ
กระเจี๊ยบมอญ  แก้โรคโปรตีนรั่ว
กระเจี๊ยบมอญ
โรคโปรตีนรั่ว เป็นโรคที่แพทย์แผนไทยเรียก หมายถึง โรคไตเสื่อมชนิดมีอาการปัสสาวะเป็นฟองเยอะ เมื่อกินเผ็ด เค็ม ร่างกายจะบวม รวมทั้งใบหน้า มองเห็นชัดเจน ไม่ใช่โรคไตวายหรือโรคไตพิการ ในยุคสมัยก่อนมีวิธีรักษาง่ายๆ คือ ให้ผู้ป่วยกินผลสด กระเจี๊ยบมอญหรือลวกสุก 5–6 ฝัก ทุกวัน จะทำให้อาการค่อยๆดีขึ้น และหายได้ในที่สุด
           กระเจี๊ยบมอญ หรือ
ABELMOSCHUS ESCULENTUS MOENCH, HIBISCUS ESCULENTUS L. อยู่ในวงศ์ MALVACEAE มีถิ่นกำเนิดจากเขตร้อนของทวีปแอฟริกา และเอเชีย ผลหรือฝักอ่อนต้มเป็นผักจิ้มน้ำพริก แกงส้ม ในประเทศญี่ปุ่นนิยมกินกันมาก เพราะเป็นผักรักษาความดันโลหิตให้เป็นปกติ ช่วยบำรุงสมอง มีวิตามิน เกลือแร่หลายชนิด ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องในคนที่เป็นเยื่อบุกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ ช่วยขับพยาธิตัวจี๊ดดีมาก และ ยังช่วยทำให้ผิวพรรณดีด้วย ตำรายาจีน ราก เมล็ด และดอก ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
กระเทียมโทน  แก้หืดหอบ
กระเทียมโทน
                    เวลา อากาศเย็นไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูหนาวหรือฤดูฝน คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ มักจะมีอาการหืดหอบ เสมหะเยอะ และไออย่างรุนแรง ทำให้รู้สึกทรมานมาก ต้องรับประทานยาหรือพ่นยาที่แพทย์จัดให้เป็นประจำจึงจะหายหรือทุเลาลงได้ ในทางสมุนไพรมีสูตรแก้อาการดังกล่าวหลายสูตร อยู่ที่ว่าใครใช้สูตรไหนได้ผลดีก็ใช้สูตรนั้นต่อไปได้ ซึ่ง กระเทียมโทนเป็นอย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันมาแต่โบราณแล้ว คือ เอา กระเทียมโทนแบบสด 10-15 หัว กับน้ำครึ่งลิตรปั่นจนละเอียดแล้วเทน้ำผึ้งแท้ใส่ลงไปครึ่งแก้วบีบน้ำมะนาวลงไปด้วย 1 ผล เอาน้ำที่ปั่นได้ไปกรองด้วยผ้าขาวบางคั้นเอาเฉพาะน้ำ ตักกินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 เวลา เช้าเย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ ที่เหลือใส่ตู้เย็นเก็บไว้รับประทานต่อ กินเป็นประจำ จะช่วยให้อาการหืดหอบเสมหะเยอะและไอทุเลาลงดีขึ้นตามลำดับ
       กระเทียมโทน หรือ ALLIUM SATIVUM LINN. อยู่ในวงศ์ ALLIACEAE มีหัววางขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ผลงานวิจัย กระ-เทียมโทนหรือ กระเทียมทั่วไป มีบทบาทในการลดไขมันในเส้นเลือด รักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันเลือดจับตัวเป็นลิ่ม ป้องกันหัวใจขาดเลือด รักษาโรคความดันโลหิตสูง ควบคุมความดันโลหิต สาร อัลลิซินมีแนวโน้มทำให้ระดับของคอเลสเทอรอลในเลือดลดลงด้วย ใบสดของกระเทียม มีสารจำพวกวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ เช่น วิตามินบี วิตามินซี  แคลเซียม ฟอสฟอรัส แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ เบตาแคโรทีน”
กระทุง​หมา​บ้า
กระทุงหมาบ้า  ยอดอร่อยมีสรรพคุณ                                                                                                       ไม้ต้นนี้​ พบขึ้นทั่วไปตามป่าราบ                              หรือป่าดิบเกือบทุกภาคของประเทศไทย โดยจะพบมากที่สุดบริเวณป่าที่ติดกับริมลำธารห้วยหรือใกล้ ๆ     กับแหล่งที่เป็นน้ำตก   คนหาของป่านิยมเก็บเอายออ่อนที่มีดอกอ่อนติดที่ยอดด้วย​         หักเป็นก้านมัดเป็นกำ   ๆ นำไปขายในตลาดตัวเมืองได้รับความนิยมจากผู้ซื้อไปรับประทานอย่างแพร่หลาย  โดย ยอดอ่อนที่มีดอกอ่อนติดอยู่ด้วยดังกล่าว นำไปต้มให้สุกกินเป็นผักจิ้มกัตำมะม่วงเปรี้ยวเข้ากันได้ดีมากกินกับน้ำพริกปลาร้าน้ำพริกชนิดต่างๆหรือปรุงเป็นแกงแครวมกับผักชนิดอื่นๆ หรือแกงผักรวมใส่ปลาแห้งปลากรอบ อร่อยมาก ทางภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมกันมาก
กระทุงหมาบ้า               นอกจากยอดอ่อนจะมีประโยชน์เป็นอาหารแล้ว บางส่วนของต้นยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรอีกด้วย            โดยในตำรายาแผนไทยระบุว่า ลำต้นของกระทุงหมาบ้า” ต้มน้ำดื่มเป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ขับปัสสาวะปวดศีรษะเซื่องซึม แสบร้อนหน้าตาและช่วยให้นอนหลับดีมากใบสดแก้แผลน้ำร้อนลวก แก้บวมแก้ฝี ด้วยวิธีตำพอก รากทำให้อาเจียน และขับพิษต่างๆได้ เหมือนกับต้นทุกอย่าง
กระทุงหมาบ้าหรือDREGEA VOLU-BILIS  STAPF. อยู่ในวงศ์   ASCLEPIADA-CEAE เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น ต้นหรือเถาแข็ง มีขนาดใหญ่ สามารถเลื้อยได้ไกลเกินกว่า 5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อน กิ่งอ่อน และใบมีขนสั้นๆ แบบประปราย หรือเกลี้ยง ต้นหรือเถามียางขาว ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงกันข้าม เป็นรูปรีรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเว้า ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนา ก้านใบยาว สีเขียวสด หลังใบสีอ่อนกว่า
ดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก กลีบรองดอกมี 5 แฉก ดอกโคนเชื่อมกันเป็นท่อ ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีเขียวอ่อน ผลเป็นฝักคู่ หรือเดี่ยว เมื่อสุกเป็นสีเหลือง เมล็ดเป็นมัน มีปีกกว้าง ดอกออกช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคมปีถัดไป                       ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปักชำต้น ​หรือเถาแก่และเพาะชำรากมีชื่อเรียกอีกคือฮ้วนหมู(ภาคเหนือ) กระทุ้งหมาบ้า, กระทงหมาบ้า, เครือเขาหมู, มาหูกวาง และ เถาคัน (ภาคใต้) มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 24 แผง (คุณแก้ว-คุณหล้า-คุณนิด) ราคาสอบถามกันเองครับ.
กระโดน ยอดอ่อนอร่อยมีสรรพคุณ
กระโดน
                    หลายคนรู้จัก กระโดนเป็นอย่างดี เฉพาะที่เห็นยอดอ่อนวางขายเป็นผักพื้นบ้าน นำไปรับประทานเป็นผักสด จิ้มน้ำพริกชนิดต่างๆ หรือกินกับขนมจีนปักษ์ใต้ ขนมจีนน้ำยา ขนมจีนน้ำพริกทั่วไป ซึ่งยอดอ่อนของ กระโดนจะมีรสเปรี้ยวปนฝาด ช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น แต่คนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่า กระโดนมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นแบบไหน และมีผู้อ่านไทยรัฐจำนวนไม่น้อยสอบถามกันว่า นอกจากยอดอ่อนของ กระโดนจะกินเป็นอาหารได้แล้ว มีสรรพคุณทางสมุนไพรหรือไม่ ซึ่งเป็นจังหวะพอดี พบมีต้นขนาดใหญ่วางขาย จึงรีบสนองความต้องการผู้อ่านทันที
                    กระโดน หรือ CAREYA   SPHAERICA   ROXB. อยู่ในวงศ์ BARRINGTONIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร พบขึ้นทุกภาคของประเทศไทย สมัยก่อนตามหัวไร่ปลายนาจะมีขึ้นเองตามธรรมชาติ ชาวนาจะไม่ตัดหรือโค่นทิ้ง จะปล่อยไว้เพื่อเก็บยอดอ่อนกินเป็นผักตามที่กล่าวข้างต้น และใช้บางส่วนจากต้นเป็นยาสมุนไพรด้วย เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ใบและกิ่งก้านหนาทึบให้ร่มเงาดีมาก กิ่งอ่อนเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวออกเรียงสลับถี่จนดูเหมือนเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง ใบเป็นรูปไข่กลับ ปลายเป็นติ่งทู่ โคนสอบแคบเป็นรูปลิ่ม เนื้อใบหนาและเป็นลอน ขอบใบหยักแต่ตื้น สีเขียวสด
       ดอก ออกเป็นช่อ 2-3 ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีกลีบเลี้ยง 4 แฉก กลีบดอกเป็นรูปช้อน กว้างประมาณ 3 ซม. ยาวประมาณ 4 ซม. กลีบดอก 4 กลีบ เป็นสีชมพูแกมขาว ร่วงง่ายและร่วงเร็ว มีเกสรตัวผู้จำนวนมากดูคล้ายพู่ เวลามีดอกจะสวยงามมาก ผลรูปกลมแข็ง ภายในมีเมล็ด ดอกออกช่วงระหว่างเดือนมกราคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนเมษายนของทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีชื่อ เรียกตามท้องถิ่นคือ ปุย, ปุยกระโดน (ภาคใต้) ปุยขาว, ผ้าฮาด (ภาคเหนือ) พุย (ละว้า-เชียงใหม่) หูกวาง (จันทบุรี) กะนอน (เขมร) ขุย (กะเหรี่ยง-จันทบุรี) แซงจิแหน่, เส่เจ๊อะบะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ปัจจุบันมีต้นขนาดใหญ่ขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ปากทางเข้าประตู 2 บริเวณแผงขายไม้ปราจีนบุรี ราคาสอบถามกันเอง
       สรรพคุณทางสมุนไพร และประโยชน์ ใบ ใช้เป็นยาเบื่อปลา เปลือกต้นและผล เป็นยาฝาดสมาน ดอก บำรุงร่างกาย แก้หวัด ผล ช่วยย่อยอาหาร เมล็ด เป็นยาแก้พิษ เปลือกต้น แก้พิษงู สมานแผลแก้เคล็ดเมื่อยตามร่างกาย ใบ ขยี้รักษาแผลสด ดอก บำรุงสตรีหลังคลอดบุตร เปลือก ทำเชือกอุดร่องไม้ดีมาก เนื้อไม้ สร้างบ้านเรือน เรือขุด แจว พาย ครกกระเดื่อง ตัวเกวียน และ เพลาเกวียนทนทานมากครับ
เกลือป่นน้ำส้มสายชูหมัก ช่วยลดหินปูนเกาะตามข้อ
เกลือป่น
ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนไม่น้อยมีอาการหินปูนเกาะตามข้อในร่างกายหลายจุด เมื่อเป็นแล้วจะรู้สึกปวดไปหมด อยากทราบว่ามีวิธีบำบัดแบบธรรมชาติหรือไม่ ซึ่งอาการดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นบริเวณข้อต่อต้นคอ หัวไหล่ ข้อนิ้วมือนิ้วเท้า กระดูกสันหลัง บางคนยังมีพังผืดยึดอีกด้วย เป็นเหตุทำให้มือและนิ้วมือชา ต้องไปพบแพทย์รักษาอย่างต่อเนื่องจึงจะหายได้    
ในทางธรรมชาติมีวิธีบำบัดได้เช่นกัน คือ ให้เอา เกลือป่นจำนวน 1 กิโลกรัม กับ น้ำส้มสายชูหมักชนิด 5 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 1 ขวด ยี่ห้อไหนก็ได้ เทผสมลงในอ่างอาบน้ำที่ใส่น้ำร้อนเตรียมไว้พอที่คนลงไปนอนแช่ท่วมเมื่อ กวนน้ำให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันได้ดีแล้ว จากนั้นลงไปแช่น้ำในอ่าง โดยใช้เวลาแช่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10-15 นาที ถ้าหากน้ำในอ่างเย็นลงให้เอาน้ำร้อนเทลงไปตลอด เสร็จแล้วล้างตัวถูสบู่ ทำแช่วันละครั้งทุกวัน จะช่วยบำบัดลดคราบหินปูนที่เกาะตามข้อในร่างกายให้หายได้
อย่างไรก็ตาม ในตำราบอกว่า ก่อนแช่น้ำดังกล่าวต้องออกกำลังกายก่อนอย่างน้อย 10-15 นาที จะช่วยให้หินปูนที่เกาะตามข้อลดลงได้เร็วขึ้น และเมื่อหายแล้วไม่ต้องแช่อีก แต่ต้องออก กำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน จะไม่กลับมาเป็นอีก
กระชายป่า  กับสูตรบำรุง กำหนัดกามตายด้า   

กระชาย​ป่า
ในตำรายาโบราณระบุว่า   ให้เอาหัว   กระชายป่าแบบสด   ๆ กับ  ใบหญ้าขัดมอญ แบบสดเหมือนกัน จำนวนเท่ากันตามต้องการ ต้มวมกันกับน้ำท่วมยาจนเดือดแล้วดื่มต่างน้ำชาประจำ จะมีสรรพคุณเป็นยาช่วย บำรุง กำหนัด และ แก้กามตายด้านได้ดีมาก  นอกจากนั้น หัวสด ยังใช้ดองกับเหล้าขาว 40 ดีกรี ตักดื่มวันละ 2 แก้วเป๊ก ก่อนและหลังอาหารเย็น ช่วยชูกำลัง แก้กษัย ขับลม แก้ปวดมวนในท้อง หัวสด เคี้ยวอมแก้ปากเปื่อย ปากแห้ง ปากเป็นแผลเพราะร้อนใน รากสด 1 กำมือ ตำละเอียดต้มเอาแต่น้ำผสมกับน้ำผึ้งกินก่อนอาหารเย็น                        เป็นยาอายุวัฒนะ ร่างกายแข็งแรงกระชุ่มกระชวย หัว ของ กระชายป่านำไปตากแห้งแล้วบดเป็นผงตัก 1 ช้อน ชงกับน้ำร้อนดื่มเป็นยา บำรุงหัวใจให้เต้นสม่ำเสมอ รากสด กินทั้งเปลือกวันละ 3 มื้อ ก่อนอาหาร 15 นาที กิน 3 วัน จะช่วยบำบัดโรคกระเพาะอาหาร ราก และ หัว กระชายป่ามีน้ำมันหอมระเหย ประกอด้วย สารไพนิน เมอร์ซิน บอร์นิออล และ การบูร มีคุณประโยชน์มหาศาล
กระชายป่าหรือ     BOESENBERGRA SP.            อยู่ในวงศ์           ZINGIBERACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ใกล้เคียงกับกระชายบ้านเกือบทุกอย่าง                  เพียงแต่เนื้อในของหัว กระชายป่า”      จะเป็นสีเหลืองเข้มกว่า                               กลิ่นหอมแรงและรสเผ็ดกว่า แหล่งที่พบเกือบทุกภาคของประเทศไทย พบมากที่สุดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง คุณตุ๊ก-คุณแดงหน้าธนาคารออมสิน ราคาอบถามกันเอ 
กำลังเสือโคร่ง  ต้นแท้บำรุงกำลังดี
กำลังเสือโคร่ง
ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากที่นิยมปลูกไม้สมุนไพรสงสัยว่าต้น "กำลังเสือโคร่ง" มีกี่ชนิด เนื่องจากบางพื้นที่มีชื่อเรียกเหมือนกัน แต่ลักษณะต้นไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความสับสน ไม่แน่ใจว่าต้นไหนเป็นต้นแท้ กันแน่ ซึ่ง ความจริงแล้วต้น "กำลังเสือโคร่ง" ที่เป็น ต้นแท้ จะพบขึ้นกระจายทั่วไปบนดอยสูงทางภาคเหนือของประเทศไทย ส่วนในภาคอื่นพบที่อีสานแต่น้อยมาก ชาวบ้าน สมัยก่อนนิยมใช้มีดถากเอาเปลือกต้นไปต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ทำให้เจริญอาหาร ขับลมในลำไส้ ทำให้เส้นเอ็นแข็งแรง แก้ปวดเมื่อย ตามร่างกายได้ดีมาก ซึ่งเปลือกต้นจะมีน้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง กลิ่นฉุนแรงคล้ายน้ำมันระกำ แต่ถ้าทิ้งไว้จนเปลือกแห้งกลิ่นหอมจะระเหยไปจนหมด ปัจจุบัน เพิ่งพบว่ามีต้น "กำลังเสือโคร่ง" ซึ่งเป็น ต้นแท้วางขาย จึงถ่ายภาพนำเสนอประกอบคอลัมน์ให้ชมด้วย จะได้ไม่ผิดเพี้ยนและแน่นอน    
            กำลังเสือโคร่ง หรือ ZIZIPHUS  ATTOPENSIS PIERRE อยู่ในวงศ์ RHAMNACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปใบหอก ปลายแหลม โคนเบี้ยว เส้นใบออกจากโคนใบ 3 เส้น แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวเกลี้ยงเป็นมัน สีเขียวสด
             ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็ก สีออกขาวนวล "ผล" กลม มีเนื้อหุ้มเมล็ด 1 ผลจะมีเมล็ด 1 เมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง มีชื่อ เรียกอีก คือ  "กำลังพระยาเสือโคร่ง" (เชียงใหม่)  มีเขตการกระจายพันธุ์ที่ประเทศลาว

           กำลังเสือโคร่ง นอกจากจะมีสรรพคุณตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ตำรายาพื้นบ้านภาคอีสาน ยังใช้ เนื้อไม้ของ "กำลังเสือโคร่ง" ผสมกับต้น ม้าโรงแตก หรือ ม้ากระทืบโรงตัวผู้ ลำต้นข้าวหลาม แก่น หรือ รากเจ็ดช้างสารใหญ่  ลำต้น  กำลังช้างสาร  จำนวนเท่ากัน   ต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย   บำรุงกำลังทางเพศ หรือใช้เนื้อไม้ "กำลังเสือโคร่ง" ผสมกับแก่นของต้น  หางรอก  ราก  เจ็ดช้างสารใหญ่  เนื้อไม้ ต้น  กำลังช้างสาร  จำนวนเท่ากัน  ต้มน้ำดื่มเช่นกัน เป็นยาบำรุงร่างกาย   และ   บำรุงกำลังทางเพศได้ เหมือนกัน           
           ปัจจุบันต้น   "กำลังเสือโคร่ง"   มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป เป็นไม้ทนแล้งและเจริญเติบโตเร็ว เหมาะจะปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ เป็นยาสมุนไพรตามสรรพคุณที่กล่าวข้างต้นครับ.

กระเจียวบัว แก้โรคหืด
กระเจียวบัว
ตำรายาสมุนไพร แต่ละภาคจะแตกต่างกันไปตามลักษณะการนำพืชสมุนไพรแต่ละชนิดไปเป็นส่วนประกอบ บางครั้งตัวยาชนิดเดียวกันหมอยาพื้นบ้านแต่ละภาคนำไปผสมกับตัวยาอย่างอื่นสามารถใช้รักษาโรคได้ไม่เหมือนกัน ซึ่ง "กระเจียวบัว" เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่หมอยาพื้นบ้านภาคอีสานนิยมนำไปใช้เป็นยาแก้ "โรคหืด" มาแต่โบราณ  โดย มีวิธีง่ายๆคือ เอาเหง้าหรือหัวของ "กระเจียวบัว" แบบสดหรือแบบแห้งก็ได้ กับใบของต้น หนุมานประสานกาย แบบสดหรือแห้งก็ได้เช่นกัน น้ำหนักเสมอกัน กะมากน้อยตามต้องการ ต้มกับน้ำจนเดือดแล้วเทดื่มขณะอุ่นประจำหรือเรื่อยๆ จะช่วยให้ อาการของ "โรคหืด" ค่อยๆดีขึ้น หากเป็นมานานก็ต้องใช้เวลาหน่อย เพิ่งเป็นใหม่ๆดื่มไม่นานอาจหายได้    
         อย่างไรก็ตาม "โรคหืด" เป็นโรคเฉพาะ เมื่อเป็นแล้วจะทรมานมาก หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย เป็นมากๆหรืออาการกำเริบหนักต้องไปพบแพทย์จ่ายยาให้รับประทานเป็นประจำและพ่นยาช่วยขยายหลอดลมทำให้หายใจได้ดีขึ้น ซึ่งคน ที่เป็น "โรคหืด" จะรู้ดีเกี่ยวกับข้อปฏิบัติหรือข้อห้ามที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ "โรคหืด" กำเริบว่ามีอะไรบ้าง เช่น ไม่กินน้ำเย็น หรือน้ำแข็ง งดอาหารที่มีมัน ต่างๆ อย่าอาบน้ำหลังห้าโมงเย็นเด็ดขาด ห้ามเป่าพัดลมเวลานอน หน้าอกจะต้องอบอุ่นตลอดเวลา เหล้าเบียร์และบุหรี่เลิกเลย สุดท้ายต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอควบคู่กับการพบแพทย์ประจำ หรือเอา "กระเจียวบัว" กับใบของต้นหนุมานประสานกาย ต้มน้ำดื่มด้วยจะช่วยได้อีกทางหนึ่ง
       
         กระเจียวบัว  หรือ  CURCUMA  SPAR GANIfOLIA  GAGNEP.  อยู่ในวงศ์  ZINGIBERACEAE เป็นไม้ล้มลุกจำพวกมีหัวหรือเหง้าใต้ดิน ต้นสูง 15-30 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปใบคล้ายกับใบขิง
 
ดอก  ออกเป็นช่อที่ปลายยอด  ลักษณะดอกคล้ายดอกกระเจียว เป็นสีชมพูหรือสีแดง ปลายมีแต้มสีขาวหรือเขียว มีดอกเป็นสีขาวซ่อนอยู่ในซอกของกลีบเลี้ยง  "ผล"  รูปค่อนข้างกลม มีเมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นสีขาว  เป็นไม้เจริญเติบโตดีในฤดูฝน  ทรุดโทรมหรือตายในช่วงฤดูแล้ง  โดยจะฝังหัวอยู่ใต้ดิน  เมื่อถึงฤดูฝนมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมาจะแตกต้นขึ้นมาใหม่  เป็นวัฏจักร  พบขึ้นทั่วไปตามป่าทุกภาคของประเทศไทย พบมากที่สุดทางภาคอีสาน ที่ จ.อุบลฯ เรียกว่า ต้น "ชู้กระเจียว" ครับ.
ก้างปลา  ลดเบาหวานได้
ก้างปลา
 กล้วยไม้ หลายชนิดนอกจากจะมีดอกสวยงามแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาด้วย ซึ่งต้น "ก้างปลา" ก็จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวด้วย โดย ตำรายาพื้นบ้านอีสานให้เอา ใบ ของ "ก้างปลา" แบบสดหรือแห้ง กับต้น "ลูกใต้ใบ" ทั้งต้น สดหรือแห้งเช่นเดียวกัน กะจำนวนเท่ากัน ต้มกับน้ำจนเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอนเป็นประจำ จะช่วยลดเบาหวานได้ เมื่อควบคุมอยู่ตัวแล้วสามารถหยุดบ้างดื่มบ้างได้ ไม่มีอันตรายอะไร สูตรนี้นิยมใช้กันมาแต่โบราณ และได้ผลดีระดับหนึ่ง    
         ก้างปลา หรือ CLEISOSTOMA FUERS  TENBERGIANUM F. KRANZL. เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยจำพวกที่มีการเจริญทางยอด ได้แก่ ชนิดที่มีลำต้นชัดเจน แล้วขยายทางปลายยอดด้านเดียว มีมากมายหลายสกุล รวมทั้ง "ก้างปลา" ด้วย มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ ลำต้นห้อยลงเป็นสายยาว 40-60 ซม. ใบเป็นแท่งกลมโค้ง ปลายแหลม กว้างประมาณ 0.8 ซม. ยาว 12-15 ซม. สีเขียวสด ออกตรงกันข้าม

           ดอก ออกเป็นช่อตามข้อ ยาว 12-15 ซม. กลีบเลี้ยง และกลีบดอกเป็นสีน้ำตาล คล้ำ กลีบปากสีขาว เส้าเกสรสีเหลือง ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 1.2 ซม. ช่อดอกห้อย ลง เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันหลายๆช่อ จะดูสวยงามมาก ดอกออกช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีตัดปลายยอดไปปลูกเลี้ยง พบ ขึ้นตามป่าดิบเขาทุกภาคของประเทศไทย มีเขตการกระจายพันธุ์ จีนตอนใต้ และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จังหวัดอุบลราชธานี เรียกอีกชื่อว่า กล้วยน้ำไท มีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง "คุณวิรัช" หน้าธนาคารออมสิน ราคาสอบถามกันเอง
       
     ส่วนต้น "ลูกใต้ใบ" หรือ PHYLLANTHUS  AMARUS  SCHUM  THONN. อยู่ในวงศ์ EUPHORBIACEAE เป็นไม้ล้มลุก พบขึ้นข้างทางและป่าละเมาะทั่วไป
         สรรพคุณทางสมุนไพร  ทั้งต้นต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ทุกชนิด  รักษาริดสีดวงทวาร  กามโรค  ปวด ท้อง ดีซ่าน ท้องเสียและบิด ใบอ่อน แก้ไอสำหรับเด็ก การทดลองในสัตว์พบว่ามีฤทธิ์ลดไข้ ขับปัสสาวะ และลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย การวิจัยในประเทศอินเดียระบุว่า สามารถรักษาโรคตับอักเสบชนิด "บี" ได้ แต่การวิจัยผู้ป่วยในประเทศไทยให้ผลการรักษาเพียงร้อยละ  5-6  เท่านั้น จึงต้อง มีการวิจัยแบบต่อเนื่องครับ. 


กะตังใบ
กะตังใบ  สรรพคุณดี ดอกสวย
      ไม้ต้นนี้ มีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบขึ้นตามธรรมชาติในป่าโคกเกือบทุกภาค ซึ่งสมัยก่อนนิยมปลูกประดับกันอย่างแพร่หลาย แต่ในปัจจุบันต้น "กะตังใบ" ได้กลายเป็นไม้ถูกลืมและพบเห็นน้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีปลูกเฉพาะตามสวนสมุนไพรไม่กี่แห่งเท่านั้น เพราะ "กะตังใบ" นอกจากจะมีดอกสีสันงดงามแล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรด้วย  โดย ตำรายาโบราณระบุว่า ราก สดหรือแห้งต้มกับน้ำจนเดือดดื่มเป็นยาแก้ไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยตามร่างกายและขับเหงื่อดีมาก  ตำรายาพื้นบ้าน อีสาน รากของต้น "กะตังใบ" ผสมกับลำต้น ขมิ้นเครือ ลำต้น เมื่อยดูก และราก ตากวาง อัตราส่วนเท่ากัน ต้มน้ำเดือดดื่มแก้ท้องเสียได้       
       กะตังใบ หรือ LEEA RUBRA BLUME EX SPRENG อยู่ในวงศ์ LEEACEAE เป็นไม้พุ่ม สูง 1-3 เมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม 8-10 เหลี่ยม ใบเป็นใบประกอบ รูปรี ปลายแหลม โคนมนหรือแหลม ขอบจักเป็นฟันเลื่อย สีเขียวสด ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกขนาดเล็กจำนวนมากเบียดกันแน่น มีกลีบดอก 5 กลีบ สีแดงเข้มสวยงามมาก "ผล" ค่อนข้างกลม แบ่งเป็น 3 พู ดอกออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและปักชำกิ่ง มีชื่อ เรียกอีกเยอะคือ กะตังแดง, เขือง, บังใบ, กะตังบาย, กะลังใบ, เขืองแข้งม้า และ กำลังเลือดค่าง มีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอก ไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 ราคาสอบถามกันเอง 
กัญชาจีน  ยาดีหายาก
กัญชาจีน
          ไม้ต้นนี้ พบขึ้นตามธรรมชาติในที่ราบกลางทุ่ง ริมทาง และเรือกสวนทั่วไป แต่ปัจจุบันหายากมาก สาเหตุ ที่ถูกเรียกว่า "กัญชาจีน" เนื่องจากลักษณะต้นใบคล้ายกับกัญชาทั่วไปนั่นเอง แพทย์แผนจีนเรียกว่า เอียะบ๋อเช่า, ซัวแชมั้ว และ เอียะบอไง๋ มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า  LEONRUS  SIBIRICUS  LINN.  เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี  ลำต้นสี่เหลี่ยม  มีขนหนาแน่น  ต้นสูง 2-3 ฟุต ใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม ใบเป็นแฉกคล้ายใบต้นกัญชาทั่วไป ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายยอด มีหลายสี เช่น สีขาว สีม่วง และ สีแดง "ผล" กลม มีเมล็ดขนาดเล็ก ดอกออกช่วงฤดูฝนต่อเนื่องจนถึงฤดูหนาวทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
          สรรพคุณยาจีน ทั้งต้นรสขมนิดๆ กินเป็นยาระบายเนื้อเสีย เร่งเกิดเนื้อใหม่ ทำให้เลือดเดินคล่อง ถ่ายประจำเดือนสตรี ภายนอก ตำพอกแก้พิษ แก้บวมได้ ใช้ทั้งต้น 1 ตำลึง ต้มกับเนื้อหมูกินแก้ประจำ เดือนสตรีไม่ปกติ ใช้ครึ่งชั่ง ต้มกับนํ้าใส่เหล้าและนํ้าส้มสายชูเอาไอรมช่วยไม่ให้ มดลูกหย่อนยาน หัวนมแตก ใช้ทั้งต้นตากแห้งบดเป็นผงผสมกับนํ้ามัน จากใบชา  (มีขายตามร้านยาจีน) ทาหายได้ สตรีมีครรภ์ห้ามรับ ประทาน  ปัจจุบันต้น  "กัญชาจีน" มีขาย  ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร  ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21  แผง  "คุณพร้อม-พันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง

กวาวเครือขาว  กับข้อห้ามควรรู้

กวาวเครือขาว
          ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากอยากทราบแหล่งปลูก "กวาวเครือขาว" เพื่อเก็บหัวขายในประเทศไทยว่าอยู่ที่ไหน ซึ่งผู้ขายหัว "กวาวเครือขาว" ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ เกือบทุกแผงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ส่วนใหญ่หัวที่วางขายรับซื้อมาจากพ่อค้าคนกลางที่นำมาจากประเทศเพื่อน บ้าน  ในประเทศไทยจะมีปลูกเพื่อศึกษาทางยาตามสวนสมุนไพรขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งเท่านั้น ส่วนแหล่งปลูกเพื่อเก็บหัวขายไม่มีอย่างแน่นอน
         กวาวเครือขาว หรือ PUERARIA CANDOLLEI GRAHAM.  EX  BENT.VAR.MIRIFICA  (AIRY  SHAW-ET  SUVAT.)  NIYOMDHAM  อยู่ในวงศ์  LEGUMINOSAE (FABACEAEPAPILIONOIDEAE)  เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง อายุหลายปี  ดอกออกเป็นช่อขนาดใหญ่ตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกเป็นรูปดอกถั่ว สีม่วงสวยงามมาก "ผล" เป็นฝัก  มีเมล็ด  ดอกออกตลอดปี  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด  หัว มีหลายลักษณะ ทั้งกลม กลมรี มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เนื้อในเป็นสีแดงอมชมพู (ตามภาพประกอบคอลัมน์)   
         สรรพคุณ หัว ต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงเนื้อให้เจริญทำให้เลือดคั่งเต่งที่มดลูก บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญ รับประทานมากทำให้มึนเมาเป็นพิษ ประเทศพม่าใช้หัว  เป็นยาอายุวัฒนะเช่นกัน ใช้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย  โดยใช้สดๆ สับผสมน้ำผึ้งอย่างละเท่ากัน ปั้นกินวันละ 1 เม็ด ขนาดเท่าผลพริกไทย แต่คนที่ยังหนุ่มและยังสาวไม่ควรกิน
         สาร สำคัญในหัวเป็นสารกลุ่ม "ไฟโตเอส-โตรเจน" สารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ MIROESTROL มีความแรงใกล้เคียงกับฮอร์โมนเพศหญิงชื่อ ESTRA-DIOL มากจึงแสดงฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศหญิงอย่างเด่นชัด ดังนั้น การใช้ "กวาวเครือขาว" ในหญิงวัย เจริญพันธุ์ จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของฮอร์โมนเพศที่เกิดขึ้นตามปกติของร่างกาย โดยเฉพาะในเรื่องการมีประจำเดือน  นอกจากนั้น  สตรีมีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม  มะเร็งมดลูก  ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้ "กวาวเครือขาว" เนื่องจาก ไฟโตเอสโตรเจน กลุ่มที่มีความแรงสูง เช่น MI-ROESTROL  อาจกระตุ้นให้ก้อนเนื้องอกชนิดที่ไวต่อฮอร์โมน เอสโตรเจน มีการเจริญลุกลามขยายขนาดได้ ปัจจุบันยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าระยะยาวเป็นพิษหรือไม่ครับ.

กูดเกี๊ยะ  ยอดกินได้

กูดเกี๊ย
          กูด เป็นพืชในสกุลเดียวกับเฟิร์น มีมากกว่าร้อยสายพันธุ์ มีทั้งชนิดดูคล้ายปาล์มและเป็นเหง้า บางพันธุ์ใบอ่อนหรือยอดอ่อนกินเป็นอาหารได้ ผู้อ่านขาประจำไทยรัฐจำนวนมากอยากทราบว่า กูดอะไรที่ได้ ชมจากสารคดีทางโทรทัศน์ในต่างประเทศเขานิยมเอายอดอ่อนที่ปลายยอดม้วนงอคล้ายตัวกิ้งกือปรุงเป็นอาหารรับประทาน ซึ่งก็น่าจะเป็น "กูดเกี๊ยะ" และในประเทศไทยบ้านเรามีขึ้นตามป่าดิบเขาและป่าสนเขาทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ นอกจากนั้นยังพบขึ้นทั้งในเขตอบอุ่นและเขตร้อนทั่วโลกด้วย  
         ใน ประเทศไทยบ้านเราไม่นิยมรับประทานยอดอ่อนของ "กูดเกี๊ยะ" ส่วนใหญ่นิยมกินใบอ่อนของกูดยักษ์ หรือมีชื่อเรียกอีกคือ กีบม้าลม ว่านกลีบแรด มีวางขายตามแผงจำหน่ายพืชผักพื้นบ้านทั่วไป มัดเป็นกำๆ ราคาประมาณกำละ 10 บาท นำไปลวกหรือต้มพอสลบเป็นผักจิ้มน้ำพริก กินกับลาบก้อยอร่อยมาก และยังมีสรรพคุณทางสมุนไพร โดย ใช้เป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งของตำรับยาระบาย ใช้ทั้งต้นต้มหรือแช่น้ำครึ่งวันอาบแก้ผื่นคัน หัวใต้ดินเป็นยาฝาดสมานแก้ท้องร่วง อาเจียน ปวดศีรษะ ขับปัสสาวะ รากใช้ห้ามเลือดและปลูกประดับได้ด้วย
         ส่วน "กูดเกี๊ยะ" แม้ ลักษณะ ต้นและใบจะมีความสวยงามปลูกเป็นไม้ประดับได้เช่นกัน แต่เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกได้ยากมาก เนื่อง จากจะต้องอยู่ในที่ชื้นเย็น มีลมพัดโกรกได้ดีตลอดทั้งวัน ต้องใช้น้ำหล่อเลี้ยงขาดไม่ได้ ทำให้ "กูดเกี๊ยะ" ได้รับความนิยมปลูกน้อยมาก 
         กูดเกี๊ยะ หรือ PTERIDIUM AQUILINUM (L.) KUHN VAR.WIGHTIANUM (J.AGARHD) TRYON  อยู่ในวงศ์ DENNSTAEDTIACEAE ชื่อสามัญ BRACKEN มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นเฟิร์น หรือไม้ต้นคล้ายเฟิร์น มีเหง้าทอดขนานลึกใต้ดิน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสามชั้น   
         ใบย่อยชั้นที่ 2 ไม่มีก้านใบ แกนกลางใบทุกชั้นมีร่องตามยาวทางด้านบนของแผ่นใบ ภายในร่องมีขน กลุ่มอับสปอร์อยู่ตามขอบใบย่อย เยื่อคลุมอับสปอร์มี 2 ส่วน ส่วนบนเกิดจากขอบใบพับไปคลุม ส่วนล่างเป็นเยื่อบางๆ ยอดอ่อนรสชาติคล้ายกับยอดมะพร้าว ในต่างประเทศนำไปปรุงอาหารหลายอย่าง ขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ และแยกเหง้า มีชื่อเรียกอีกคือ โชน (ชุมพร) โขนใหญ่ (ปัตตานี) ลือซัน (มลายู-ใต้) ปัจจุบัน "กูดเกี๊ยะ" มีต้นขายที่ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 23 แผง "คุณโชควันดี" ราคาสอบถามกันเองครับ.

กระวาน ขับพยาธิในเนื้อได้

กระวาน
     พยาธิชนิด ที่ฝังอยู่ตามเนื้อคนไม่ใช่พยาธิในสำไส้ สมัยก่อนมีคนเป็นกันเยอะ เวลาที่ตัวพยาธิเคลื่อนตัวหรือขยับตัวจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดมาก ซึ่งในยุคสมัยโบราณจะมีวิธีแก้ด้วยสมุนไพรได้ผลระดับหนึ่งคือ ให้เอาหัว หรือ หน่อ ของ "กระวาน" แบบสด กะพอประมาณเคี้ยวรับประทานได้เลยวันละครั้งหรือสองครั้ง หรือเอาไปต้มกับน้ำจนเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละแก้วสองครั้ง   เช้าเย็น   ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้   จะช่วยขับพยาธิที่ฝังในเนื้อให้ออกมาตามผิวหนังหรือตายได้    
        นอกจากนั้นใบ ของ "กระวาน" ยังสามารถต้มน้ำดื่มเป็นยาขับลม แก้ไข้เซื่องซึมขับเสมหะ โลหิตเป็นพิษได้ ดอกแก้ตาเจ็บ ตาแฉะ ตามัว ในประเทศที่มีอากาศหนาว เช่น มองโกเลีย จีน ญี่ปุ่น นิยมใช้ "กระวาน" ปรุงอาหารให้มีรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอม เป็นทั้งยาระบายและยาธาตุด้วย
       กระวาน หรือ AMOMUM CARDAMOMUM อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE เป็นพืชพวกเดียวกับขิง ข่า เร่ว สมัยก่อนนิยม ปลูกคู่กับตะไคร้ โหระพา และพริกขี้หนู เป็นพืชครัวอย่างหนึ่ง ปัจจุบันมีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" และ แผง "คุณตุ๊ก" หน้าตึกกองอำนวยการ ราคาสอบถามกันเอง "กระวาน" มี 3 ชนิด คือ กระวานขาว นิยมใช้ ทั่วไป กับ กระวานแดง และ กระวานดำ มีชื่อเรียกอีกคือ "กระวานโพธิสัตว์"

เกาลัดจีน  มีสรรพคุณ

เกาลัดจีน
           ผู้อ่านไทยรัฐ อยากทราบว่า "เกาลัดจีน" สามารถปลูกในบ้านเราได้หรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันบ้านเรามีปลูกเชิงพาณิชย์กว้างขวางบนดอยวารีทางภาคเหนือ และเรียก "เกาลัดจีน" พันธุ์ดังกล่าวว่า "เกาลัดจีนพันธุ์วารี" และมีต้นพันธุ์ถูกนำออกวางขายเมื่อไม่นานมานี้ ประกอบกับ "เกาลัดจีน" มีสรรพคุณทางสมุนไพรดี สามารถปลูกได้ในบ้านเราตามที่กล่าวข้างต้น จึงเสนอในคอลัมน์ทันที  โดย สรรพคุณทางยา ตำรายาจีนระบุว่า เปลือกผล "เกาลัดจีน" เป็นยาบำรุงร่างกายและบำรุงไตได้ มีวิธีง่ายๆคือ เอาเปลือกผล "เกาลัดจีน" ชั้นนอกที่แก่จัด ทุบออกจากเนื้อจำนวน 10 ผล ไก่รุ่นกระทงครึ่งตัว (ถ้าเป็นไก่ดำจะดีมาก) ขิง 1 แว่น น้ำสะอาด 6 ชาม เอาเยื่อด้านในเปลือกออก ลอกหนังไก่พร้อมเอาเครื่องในออก ทาด้วยเกลือป่นทิ้งไว้สักครู่ แล้วล้างน้ำให้สะอาดสับเป็น 4 ชิ้น ใส่ลงหม้อพร้อมเปลือกผล "เกาลัดจีน" ขิง เติมน้ำต้มไฟแรงจนเดือดแล้วหรี่ไฟอ่อนต้มต่อ 2 ชั่วโมง ดับไฟปรุงรสด้วยเกลือป่นกินทั้งน้ำและเนื้อ จะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง บำรุงไตดีมาก 
       อีกวิธี ใช้เปลือกผล "เกาลัดจีน" 120 กรัม ฟักเขียว 60 กรัม (ควงตัวฮวบ) มีขายตามร้านยาจีน 9 กรัม ใบหม่อนสด 6 กรัม น้ำ 4 ชาม ต้มให้เดือดหรี่ไฟต้มต่อ 1 ชั่วโมง รินเอาเฉพาะน้ำดื่มขณะอุ่น เป็นยาแก้หอบหืด แก้ไอกรน วัณโรคในต่อมน้ำเหลือง บำบัดอาการหลอดลมอักเสบในคนชรา ขับเสมหะ แก้อาการต่อมน้ำเหลืองที่ลำคออักเสบและแก้ร้อนในได้
  
        เกาลัดจีน มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ CASTANEA MOLLISSIMA อยู่ในวงศ์ FAGACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูงตั้งแต่ 5-15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนเกือบมน สีเขียวสด เวลาใบแก่หรือแห้งจะเป็นสีชมพูสวยงามน่าชมยิ่ง

       ดอก ออกเป็นช่อเหนือรอยแผลใบใกล้ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ช่อดอกห้อยลง ลักษณะดอกคล้ายโคมไฟ เป็นสีชมพู หรือ สีขาวหม่นอมเขียว ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เวลามีดอกจะดูสวยงามน่ารักมาก
      
       ผล ออกรวมกันเป็นกลุ่ม มี 2 ผล เป็นสีแดงหรือสีแสด รูปค่อนข้างกลม เปลือกผลแข็ง ปลายผลมักมีจะงอยโค้งเล็กน้อย ผลแก่แตกได้ เมล็ดสีน้ำตาล เนื้อในสีนวลรับประทานได้ รสชาติหวานมันอร่อยมากเมื่อนำไปคั่วให้สุก มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอก ไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง "นายดาบสมพร" ครับ.

กระเทียม แก้หูตึง

กระเทียม
สมัยโบราณ โรคหูตึง เป็นโรคยอดฮิตที่มีคนเป็นกันเยอะ ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับคนที่มีอายุมากๆ เมื่อเป็นแล้วหูจะได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง ไม่ใช่หูบอดสนิท ใครพูดจาด้วยจะต้องพูดเสียงดังๆจึงจะเข้าใจกัน บางครั้งคุยกันดีๆผู้ที่พูดด้วยลืมตัวนึกว่าคุยอยู่กับคนหูปกติ ลดเสียงพูดลงทำให้คนที่เป็นโรคหูตึงเข้าใจผิดคิดเป็นคนละเรื่องไปก็มี ประเด็นแบบนี้บรรดาตลกคาเฟ่นิยมนำไปแสดงล้อเลียนเป็นประจำ ผู้เป็นโรคหูตึงบางคนจึงใช้วิธีดูริมฝีปากผู้สนทนาด้วยก็พอเข้าใจได้ คนใกล้ตัวไม่อยากพูดด้วยเพราะรำคาญ ซึ่ง ในสมัยโบราณหมอยาพื้นบ้าน มีวิธีรักษาหรือแก้โรคหูตึงได้ง่ายๆคือเอา "กระเทียม" กะจำนวนตามต้องการตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาเฉพาะน้ำหยอดเข้ารูหู ทิ้งไว้สักระยะแล้วควํ่าให้น้ำออกจากหู ตำหยอดวันละ 3-4 ครั้ง ตามแต่สะดวก 1-2 สัปดาห์ อาการโรคหูตึงจะดีขึ้นและหายได้ เมื่อหายแล้วก็หยุดทำ มีอาการเมื่อไหร่สามารถตำหยอดได้อีก สูตรนี้ใช้หยอดเฉพาะโรคหูตึงอย่างเดียว หากหูเป็นน้ำหนวกใช้ไม่ได้                           
         กระเทียม หรือ ALLIUM SATIVUM LINN. อยู่ในวงศ์ ALLIALEAE ประโยชน์ทางยา ใบทำให้เสมหะแห้ง กระจายโลหิต แก้ลมปวดบวมในท้อง หัว แก้ไอ แก้โรค ผิวหนังกลากเกลื้อน บำรุงธาตุ ขับโลหิตระดู แก้โรคประสาท แก้ปวดหู หูอื้อ ระบายพิษไข้ แก้โรคริดสีดวงงอก แก้หืด แก้อัมพาต แก้จุกแน่นเฟ้อ บำรุงปอด แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ฟกบวม แก้สะอึก แก้โรคปอด และแก้เสมหะ
   

กระสัง แก้ตุ่มคันหนังศีรษะ
ปัจจุบัน สภาพอากาศโดยรวมจะร้อนจัดมากขึ้น โดยเฉพาะในบ้านเรา ซึ่งนอกจากจะส่งผลทำให้เกิดความแห้งแล้งอย่างหนักไปทั่วแล้ว ยังมีผลกับสุขภาพร่างกายด้วย ที่พบว่าเป็นกันมากในช่วงนี้คือ บริเวณหนังศีรษะจะเกิดตุ่มคันใสๆ เม็ดเล็กๆ กระจายทั่ว เนื่องจากความร้อนดังกล่าว ไม่ใช่ตุ่มคันที่เกิดจากโรคผิวหนัง เมื่อเป็นแล้วใช้มือเกาตุ่มจะแตกทำให้รู้สึกแสบและคันเป็นๆ หายๆ น่าเบื่อหน่าย
กระสัง
ใน ทางสมุนไพรมีวิธีแก้หรือรักษาได้ โดย ให้เอา "กระสัง" ทั้งต้นรวมรากจำนวนประมาณ 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาดตำละเอียดหรือใช้เครื่องปั่นผสมน้ำเล็กน้อย ใช้ผ้าขาวบางห่อบีบทางบริเวณหนังศีรษะจุดที่เป็นตุ่มใส ทาวันละ 3-4 ครั้ง หรือทาบ่อยๆ ในเวลาประมาณ 3-4 วัน อาการที่เป็นจะหายได้ เมื่อหายแล้วก็หยุดทำ เป็นอีกเมื่อไหร่ปั่นหรือตำทาได้เลย
กระสัง หรือ PEPEROMIA  PEL-LUCIDA KORTH อยู่ในวงศ์ PEPER-OMIACEAE เป็นพืชล้มลุกสูง 10-20 ซม. ลำต้นฉ่ำน้ำใส สีเขียว เปราะและหักง่าย ใบสีเขียวใสเช่นเดียวกัน ฉ่ำน้ำ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาและเป็นคลื่นเล็กน้อย
ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กสีเขียวจำนวนมาก กระจายติดอยู่ตามก้านช่อดอกดูสวยงามดี "ผล" ทรงกลม ขนาดเล็ก มีเมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบขึ้นตามที่รกร้างว่างเปล่า หรือ ตามกระถางปลูกไม้ดอกทั่วไป มีชื่อเรียก ตามพื้นที่ต่างๆอีก คือ ผักกูด (เพชรบุรี) ผักฮากกล้วย (ภาคเหนือ) ผักราชวงศ์ (แม่ฮ่องสอน) ชากรูด (ภาคใต้) ตาลี่โพ (เขมร-แม่ฮ่องสอน) และ ผักสังเบา (สุราษฎร์ธานี)
ประโยชน์ทางยา สถาบัน วิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ใบ "กระสัง" จำนวน 1 ขีด มีเบต้าแคโรทีน ประมาณ 285 ไมโครกรัม เทียบหน่วยเรตินิลช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง และป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดได้ดีมาก น้ำจากใบมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ MICROCCCUS PYOGENEO VARAUREUS และ EOCHERICHIACOLI น้ำคั้นจากใบใช้ทาแผลและฝีได้
ทางอาหาร ต้นและใบ รับประทานเป็นผักสด รสชาติปร่าปนเฝื่อนเล็กน้อย จิ้มน้ำพริกปลาร้า หลนต่างๆ ทำยำผักรวมได้อร่อยครับ.
กล้วยน้ำว้าดิบ
 กับสูตรยาอายุวัฒนะ
กล้วยน้ำว้าดิบ

สูตรยาชนิดนี้ ไม่มีบันทึกในตำรายาแผนไทย นิยมใช้เฉพาะบางพื้นที่ไม่แพร่หลายสู่คนทั่วไป ซึ่งได้มีผู้ใจดีบอกสูตรเป็นวิทยาทาน ให้นำไปปฏิบัติแบบง่ายๆ คือเอา "กล้วยนํ้าว้าดิบ" 5 ผล ทั้งเปลือกหั่นขวางบางๆ กับ ราก "โสม" หรือ หัวโสมก็ได้ จำนวน 15 กรัม ต้มรวมกันกับนํ้า 1 ลิตร จนเดือดใส่นํ้าตาลทรายแดงเล็กน้อยพอมีรสหวาน ดื่มต่างนํ้าตลอดไป เป็นยาอายุวัฒนะ หรือ ยาอายุยืน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคต่างๆ โดยก่อนกินยาสูตรนี้ผู้แนะนำสูตรแจ้งว่า ให้อธิษฐานขอเจ้าของสูตรยาตามประเพณี และเมื่อกินยานี้ได้ผลทำให้ร่างกายแข็งแรง หายจากโรคต่างๆ แล้วต้องขยันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของสูตรยาเป็นประจำด้วย นั่นคือข้อปฏิบัติและวิธีปรุงรับประทาน "นายเกษตร" เสนอให้เป็นความรู้อีกทอดหนึ่ง ส่วนจะได้ผลขนาดไหนต้องทดลองและพิจารณาดู                                                                                   กล้วยนํ้าว้า มีสรรพคุณทางยาคือ ยาง สมานแผลห้ามเลือด ผลดิบ แก้ท้องเสีย ผลสุกเป็นยาระบาย หัวปลี แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ แก้โรคโลหิตจาง ลดนํ้าตาลในเส้นเลือด หรือเบาหวานได้                                                                                                                 โสม หรือ PANAX, GIN-SENG-TALINUN PATENS, WILLD อยู่ในวงศ์ ARALIACEAE -PORTULACACEAE ประโยชน์ หัว หรือ รากใหญ่ (มีขายตามร้านยาจีน) มีรสเอียนหวานเล็กน้อย บำรุงกำลัง ทำให้มีนํ้าลาย ทำให้เส้นเอ็นมีกำลังยิ่งขึ้น รับประทานมากร่างกายจะเกิดความร้อนจัด ใช้ปรุงผสมกับยาหอมชื่นใจ แต่เพียงเล็กน้อยจะมีคุณภาพดีมาก

เกลือป่น แก้ลมพิษได้

สูตรสมุนไพร หรือวิธีรักษาโรคต่างๆ ตามวิถีธรรมชาติในยุคสมัยก่อนมีมากมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกเป็นตำรับยาให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ซึ่งสูตรยาหรือวิธีรักษาที่กล่าวถึงนั้น ส่วนใหญ่มักมีใช้เฉพาะในตระกูลหรือเครือญาติเท่านั้น ไม่เผยแพร่สู่คนภายนอก บางสูตรบางวิธีก็หายสาบสูญไปตามกาลเวลาพร้อมกับเจ้าของสูตรก็มี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก                    
        ผมเอง เมื่อมีเวลาจึงมักจะตระเวนไปพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ตามชนบท ชาวจีนที่มีอายุมากๆแต่ยังแข็งแรง หรือพระสงฆ์องค์เจ้าที่มีความรู้เรื่องสมุนไพรเป็นประจำ เพื่อขอสูตรยาที่ไม่มีบันทึกในตำรา มาเสนอในคอลัมน์ เพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับผู้อ่านไทยรัฐได้นำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ส่วนมากได้ผลดีระดับหนึ่งตามสภาพของสมุนไพร และสูตร "เกลือป่น" แก้ลมพิษ เป็นอีกหนึ่งสูตรที่ผู้อ่านไทยรัฐท่านหนึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ขอให้ช่วยแนะนำเป็นวิทยาทาน เป็นสูตรเฉพาะที่ได้รับการบอกเล่าต่อกันมา และ ใช้เป็นประจำในครอบครัว ไม่ได้เป็นสูตรในตำรับยา ได้ผลเด็ดขาดมาก                                                                                                                                         
             โดย หากใครเป็นลมพิษ ไม่ว่าจะเกิดจากกินอาหารแสลงหรือแพ้สารต่างๆ เป็นผื่นคันทั้งตัว ให้เอา "เกลือป่น" ที่มีในครัวเรือนนั่นแหละ กะจำนวนตามความจำเป็นที่จะใช้ละลายนํ้าธรรมดาจนได้ที่แล้วใช้ผ้าหรือสำลีชุบนํ้าทาตามจุดที่เป็นหรือทั้งตัว ไม่เกิน 5-10 นาที อาการลมพิษที่เป็นจะยุบและหายได้อย่างเหลือเชื่อ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสูตรรักษาแบบง่ายๆ จึงรีบเสนอในคอลัมน์เป็นวิทยาทานอีกตามระเบียบ


เก๊กฮวยแห้ง
 กับสูตรแก้นอนไม่หลับ

เก๊กฮวยแห้ง

หลายคน เกิดอาการนอนไม่หลับโดยไม่มีสาเหตุทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องทำให้เครียดอะไร อยู่ๆก็นอนไม่หลับขึ้นมาเฉยๆ ข่มตาอย่างไรก็หลับไม่ลง มีอาการประจำเกือบทุกคืน พอรุ่งเช้าไปทำงานกลับมีอาการง่วงอย่างหนักต้องแอบหลับทำให้เสียงานถูกตำหนิ เป็นบ่อยๆร่างกายทรุดโทรมหน้าตาซีดเซียวดูไม่ได้ ต้องกินยานอนหลับประจำ เลยกลัวว่าจะมีผลข้างเคียง ขอให้แนะนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับกลางคืนบ้าง     ซึ่ง ในทางสมุนไพรเคยแนะนำไปหลายสูตรแล้ว อยู่ที่ว่าใครใช้สูตรไหนได้ผลสามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่มีบางคนใช้แล้วไม่ได้ผลก็ต้องใช้สูตรใหม่ อย่าท้อ เพราะสมุนไพรเป็นทางเลือกที่ต้องทดลอง หากไม่ถูกโฉลกเลิกได้เลย สมุนไพรทุกชนิดจะมีสรรพคุณเฉพาะ ควรพิจารณา อย่าได้คิดว่าสรรพคุณดีเลิศประเสริฐศรี หรือมีสรรพคุณเกินความเป็นจริง                                   
            สำหรับ "เก๊กฮวยแห้ง" กับสูตรแก้อาการนอน ไม่หลับ มีวิธีง่ายๆคือ เอา "เก๊กฮวยแห้ง" 10 กรัม กับ "เกากี้แห้ง" 10 กรัม และ "รากหญ้าคาแห้ง" 10 กรัม ทั้ง 3 อย่างนำไปห่อผ้าขาวบางต้มกับน้ำกะจำนวนตามต้องการจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่น ครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ จะช่วยทำให้นอนหลับดีในตอนกลางคืน ต้มดื่มประจำประมาณ 2-3 อาทิตย์ พอรู้ผลแล้ว ต้มดื่มบ้างหยุดบ้าง ตามอาการที่เกิดขึ้น                                                                                
             เก๊กฮวยแห้ง หรือ "เก๊กฮวย" มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ ชนิดดอกสีเหลืองนิยมแพร่หลาย มีแบบแห้งบรรจุถุงขายทั่วไป และชนิดที่มีดอกเป็นสีขาว ชนิดหลังไม่นิยมใช้กัน มีปลูกเฉพาะตามสวนยาจีน ซึ่งทั้ง 2 ชนิด มีชื่อวิทยาศาสตร์ โดยรวมคือ CHYSANTHEMUM   MORIFOLIUM   RAMAT อยู่ในวงศ์ COMPOSITAE                                                                                                                
             เกากี้ หรือ FRUCTUSLYCLL มีเมล็ดแห้งขายตามร้านขายอาหารแห้งทั่วไป โดยเฉพาะที่ตลาด อ.ต.ก. ส่วนต้น "เกากี้" และต้น "เก๊กฮวย" ชนิดดอกสีเหลือง มีขายที่ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธ์" ราคาสอบถามกันเอง                           รากหญ้าคาแห้ง หรือ "หญ้าคา" มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ IMPERTA   CYLINDRIDA อยู่ในวงศ์   GRAMIMEAE   เป็นไม้มีขึ้นเองตามธรรมชาติข้างทางทั่วไป รากแห้งของ "หญ้าคา" มีขายตามร้านยาแผนไทยและยาแผนจีนครับ.

กระชาย
ตะไคร้อัญชัน  บำรุงไต สายตา แก้เพลีย

กระชาย–ตะไคร้–อัญชัน

สูตรดังกล่าวมีวิธีทำง่ายๆ คือ เอากระชายสด 50 กรัม ตะไคร้สด 50 กรัม และดอกอัญชันสด 30 กรัม ต้มกับน้ำ กะโดยสายตาจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่นทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว หรือดื่มแทนน้ำ                                ต้มดื่มติดต่อกัน 3-6 เดือน จะช่วยบำรุงไตสำหรับไตปกติให้แข็งแรง ไม่ใช่ดื่มเพื่อรักษาโรคไต บำรุงสายตาแก้ตาแห้ง บำรุงกำลังและแก้อาการอ่อนเพลีย ร่างกายกระชุ่มกระชวยดีมาก                                         
              กระชาย หรือ BOESENBERGIA ROTUNDA LINN. อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE  ประโยชน์ เหง้าและรากมีน้ำมันหอมระเหย เช่น CINEOL, BORNEOL, ใช้แต่งกลิ่นอาหารและแก้บิด ตะไคร้ CYMBOPOGON CITRATUS (NEES) STAPF. ชื่อสามัญ LEMON GRASS อยู่ในวงศ์ GRAMINAE ประโยชน์ ทั้งต้นเป็นเครื่องเทศ ทำเครื่องดื่ม เป็นยาขับปัสสาวะ ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ สารสำคัญคือน้ำมันหอมระเหยซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยสาร CITRAL และ GERANIOL อัญชัน หรือ CLITORIA TERNATEA LINN. ชื่อสามัญ BLUE PEA, BUTTERFLY PEA วงศ์ LEGUMINOSAE ประโยชน์ ดอกใช้แต่งสีขนม ใช้ทดสอบความเป็นกรด-ด่างแทนกระดาษ "ลิตมัส" น้ำคั้นจากดอกทาทำให้ผมขึ้นและคิ้วดก ซึ่งจะได้ผลดีในเด็ก
กระชาย สูตรผสมแก้เจ็บคอเสมหะ
กระชาย
สูตร ดังกล่าวมีวิธีทำง่ายๆ คือ เอา "กระชาย" สด จำนวน 200 กรัม ใส่น้ำที่ต้มสุกแล้ว 300 กรัม ปั่นให้ ละเอียดกรองเอาเฉพาะน้ำไว้ จากนั้นเอาน้ำผึ้งแท้ 200 กรัม น้ำมะนาวคั้น 200 กรัม เกลือครึ่งช้อนโต๊ะ ผสมทั้งหมดรวมกันใส่แก้วไว้ สามารถเก็บในตู้เย็นได้ เวลาดื่มให้เอาน้ำดังกล่าว 2 ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำร้อนต้มใหม่ 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ดื่มเช้า กลางวัน  เย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ และก่อนนอน จะช่วยแก้อาการเจ็บคอ ลดเสมหะดีมาก และยังช่วยให้หายร้อนในด้วย สามารถทำดื่มทุกวันได้จนกว่าจะหาย
      กระชาย หรือ BOESENBERGIA ROTWNDA LINN. MANST. อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE ถิ่นกำเนิดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชอบขึ้นตามที่ชื้นชายป่า มีดอกช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนทุกปี มีหัวสดขายตามตลาดสดทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยเหง้า ทางอาหาร ทำน้ำขนมจีน หัว ลำต้นอ่อน กินเป็นผักกับส้มตำ แกงเลา แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้
       ประโยชน์ทางยา เหง้า และ ราก มีน้ำมันหอมระเหยใช้แต่งกลิ่นอาหาร และแก้บิด หัวสดกินแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงสมอง รักษาโรคบิด ต้มหัวกินแก้ท้องอืด เป็นยาโป๊ โดยเอาเหง้าดองเหล้าขาว 40 ดีกรี ดื่มครั้งละ 1 แก้วเป๊กก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นอีกคือ กะแอน ระแอน (ภาคเหนือ) ขิงทราย (มหาสารคาม) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ) และ จี๊ปู่ ซีพู (ฉาน-แม่ฮ่องสอน)

กระบือเจ็ดตัว แก้ คาวปลาหลังคลอด

กระบือเจ็ดตัว

สตรี หลังคลอดมักมีปัญหาน้ำคาวปลาเยอะและมีกลิ่นเหม็นเป็นธรรมชาติ ในทางสมุนไพรที่ใช้แก้หรือรักษามีหลายอย่าง และ "กระบือเจ็ดตัว" เป็นตัวหนึ่งที่แพทย์โบราณระบุว่า เอาใบสด จำนวน 7-8 ใบ ตำละเอียดผสมกับเหล้าขาว 40 ดีกรี ใช้ผ้าขาวห่อบีบเอาน้ำ ดื่มวันละครั้งก่อนนอน จะช่วยขับน้ำคาวปลาหมด มดลูกแห้งกระชับ ประจำเดือนเป็นปกติ                               
       นอกจากนั้น มีเรื่องเล่ามาแต่โบราณถึงที่มาของชื่อต้น "กระบือเจ็ดตัว" ว่ามีหญิงคลอดบุตรใหม่ๆเป็นไข้สันนิบาตหน้าเพลิง (บาดทะยักปากมดลูก) แล้วสลบหรือตาย แต่ร่างกายยังอุ่นอยู่ แพทย์แผนไทยรีบนำเอาใบสดของ "กระบือเจ็ดตัว" 7-8 ใบ ตำละเอียดผสมเหล้าขาว 40 ดีกรี คั้นเอาน้ำกรอกปากหญิงดังกล่าว ประมาณ 1 นาที ก็ฟื้นขึ้นมาได้เหลือเชื่อ ญาติหญิงที่ฟื้นขึ้นมา จึงตอบแทนหมอยาด้วยกระบือ 7 ตัว จึงถูกเรียกชื่อต้น "กระบือเจ็ดตัว" มาจนกระทั่ง ปัจจุบัน                          
           กระบือเจ็ดตัว หรือ
EXCOE CARIA  COCHINCHINENSIS  LOUR. อยู่ในวงศ์ EUPHORBIA CEAE เป็นไม้พุ่มสูง 1.5-2 เมตร นิยมปลูกประดับแพร่หลาย เพราะใบจะมี 2 สี คือด้านหน้าสีเขียว หลังใบสีแดงอมม่วง มีชื่อเรียกอีกคือ กระบือ, กำลังกระบือ, ลิ้นกระบือ, บัวลา, กระทู้เจ็ดแบก, ใบท้องแดง มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบอินโดจีน ดอกสีเขียวอมเหลือง "ผล" กลม มีเมล็ด มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง
กล้วยตีบ ใบแก้คันริดสีดวงจมูก

กล้วยตีบ
สมัยก่อน จำได้ว่า "กล้วยตีบ" มีปลูกตามบ้านในชนบทมากมาย โดยปลูกแซมกับกล้วยชนิดต่างๆ แต่การปลูก "กล้วยตีบ" ในยุคนั้น ไม่ได้ปลูกเพื่อรับประทานผล จะปลูกติดสวนหรือปลูกติดบ้านไว้ใช้ ประโยชน์ทางสมุนไพรเท่านั้น เนื่องจากรสชาติของผลสุกไม่หวานอร่อยเหมือนกับกล้วยน้ำว้า หรือกล้วยหอมทั่วไป ผลมีขนาดเล็ก จึงนิยมปลูกไว้ทำยาอย่างเดียวตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่ง ในปัจจุบัน "กล้วยตีบ" หายากมาก ส่วนใหญ่จะมีปลูกเฉพาะตามสวนสมุนไพรใหญ่ๆไม่กี่แห่ง จึงอยากรณรงค์ให้ช่วยกันปลูกอนุรักษ์ ก่อนที่ "กล้วยตีบ" จะสูญพันธุ์ไม่มีให้พบเห็นอีกในอนาคต                                                           
        กล้วยตีบ เชื่อว่าเป็น กล้วยตานีป่า เพราะลักษณะทุกอย่างเหมือนกันมาก จัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นพันธุ์แท้ของกล้วยตานี หรือพันธุ์ที่ได้กลายพันธุ์ไปจากพันธุ์แท้ แต่ยังมีลักษณะพันธุ์ แท้อยู่มาก อยู่ในวงศ์ MUSACEAE ลำต้นเทียมสูง 3-4 เมตร เส้นผ่าศูนย์ กลางประมาณ 20 ซม. สีเขียวไม่มีปื้นดำ กาบลำต้นด้านในก็เป็นสีเขียว ก้านใบสีเขียว ก้านสั้นกว่าก้านใบกล้วย ตานีเยอะ และมักไม่มีร่อง สีของใบ มักจะเหลือง ใบสั้นและเล็กกว่าใบกล้วยตานี ที่สำคัญ "กล้วยตีบ" จะดูคล้ายต้นกล้วยใกล้จะตาย จะบำรุงอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น จะดูเหมือนกับต้นกล้วยโทรมๆตลอดเวลา                                                                     
          ก้านช่อดอก หรือเครือเป็นสีเขียว ไม่มี ขน ใบประดับปลีค่อนข้างป้อมสั้น ปลายมน ด้านบนเป็นสีแดงอมม่วง มีนวล ด้านล่างสีแดงเข้มสดใส เมื่อใบประดับกางและจะม้วนงอ เครือหนึ่ง จะมีหวีเพียง 1-2 หวีเท่านั้น แต่ละหวีจะมีผลประมาณ 7-8 ผล ไม่เกิน 10 ผล ผลสุกเป็นสีเหลือง เช่นเดียวกับผลกล้วยตานี แต่ขนาดของผล "กล้วยตีบ" จะเล็กกว่าเยอะ รสชาติฝาดปนเย็น ไม่นิยมรับประทาน ขยายพันธุ์ด้วยหน่อ พบขึ้นตามป่าธรรมชาติทั่วไป พบมากทางภาคเหนือ ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใครต้องการต้นไปปลูก ลองติดต่อ "คุณแต้ว" ผู้จำหน่ายพันธุ์กล้วยชนิดต่างๆ บริเวณโครงการ 5 ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ช่วยจัดหาให้ ราคาคงไม่แพงนัก เพราะขนาดหน่อกล้วยน้ำว้าสวนไส้แดงรสหวาน กล้วยหอมชนิดต่างๆ ราคายังแค่ 30 บาทขึ้นไปไม่เกิน 50 หรือ 70 บาทเท่านั้น                                                       ส่วนสรรพคุณทางยาของ "กล้วยตีบ" ตำรายาโบราณเอา ราก ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ใบสด กะจำนวนตามต้องการ ต้มน้ำอาบแก้ผื่นคันตามผิวหนังได้ หรือ ใบตากแห้ง มวนยาสูบแก้ริดสีดวงจมูกเด็ดขาดมากครับ.
 
กะเม็ง ล้างพิษตกค้างจากไต
 กะเม็ง
ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากมีอาการ เริ่มเป็นโรคไตกันเยอะ ซึ่งถ้าเป็นไม่นาน ต้น "กะเม็ง" ทั้ง 2 ชนิด คือ "กะเม็งตัวผู้" กับ "กะเม็งตัวเมีย" แก้ได้ โดย เอาทั้งต้นแบบแห้งชนิดใดชนิดหนึ่ง จำนวน 1 กำมือ ต้มกับน้ำจนเดือด ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน เย็น หรือต้มดื่มแทนน้ำทั้งวันก็ได้ จะช่วยล้างพิษหรือสารตกค้างจากไตจนหมด ทำให้ไตสมบูรณ์ขึ้น ร่างกายก็แข็งแรงตามไปด้วย ไม่มีอาการปวดเมื่อย ผิวกายไม่ตกกระ และยังช่วยชะลอความแก่เพราะไตดีขึ้นนั่นเอง ผิวพรรณสดใสอีกด้วย             
           กะเม็งตัวผู้  เป็นหญ้า กลีบดอกสีเหลือง อยู่ในวงศ์ COMPOSITAE (ดูภาพประกอบคอลัมน์) ทั้งต้นสดหรือแห้ง ต้มหรือทำผงดื่มกินแก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด บำรุงโลหิต คนจีนเรียกอึ้งปั้วกีเชา คนไทยเรียกกะเม็งดอกเหลือง ส่วน "กะเม็งตัวเมีย" หรือ ECLIPTA PROSTRATA LINN อยู่ในวงศ์ ASTERACEAE เป็นไม้ล้มลุก ต้นสูงกว่าครึ่งเมตร กลีบดอกเป็นสีขาว ใบ รากปรุงเป็นยาถ่าย ทำให้ อาเจียน รากแก้เป็นลมหน้ามืดจากการคลอดบุตร แก้ท้องเฟ้อ บำรุงตับ ม้าม บำรุงโลหิต ทั้งต้นแก้มะเร็ง (อาการแผลเรื้อรังเน่าลุกลามรักษายาก) แก้หืด แก้หลอดลมอักเสบ แก้จุกเสียด แก้กลากเกลื้อน เป็นยาฝาดสมาน น้ำคั้นจากต้นใช้รักษาอาการดีซ่านดีมาก
เกากี้ แก้ตาแห้ง
เกากี้
 ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากขอให้แนะนำสมุนไพร ใช้แก้ตาแห้งบ้าง ซึ่งอาการตาแห้งมีคนเป็นกันเยอะ เมื่อไปพบหมอตาจะให้น้ำตาเทียมหยอด ทำให้ดีขึ้นหรือหายได้ ในทางสมุนไพร มีวิธีแก้ตาแห้งเช่นกัน และเคยแนะนำไปแล้วคือ เอาผลสุกของ "เกากี้" มีขายตามท้องตลาดสดทั่วไป จำนวน 5-10 ผล ตุ๋นกับเครื่องยาจีนใส่ไก่ดำกระดูกหมูแต่งรสด้วยเกลือป่น กินทั้งน้ำ และเนื้อ จะช่วยบำรุงสายตาไม่ให้แห้งหรือฝ้ามัว หรือ เอาผลสุก 5 ผลต้มกับน้ำ 2 แก้วจนเดือด กินทั้งน้ำและเนื้อตอนเช้าทุกวัน อาการตาแห้งจะไม่เกิดขึ้น ผลสดที่สุกกะจำนวนตามต้องการ ดองกับน้ำผึ้งแท้ทิ้งไว้ 15 วัน ตักกินทั้งน้ำและเนื้อวันละ 1-2 ช้อน เป็นยาบำรุงสายตาได้เช่นกัน ราก "เกากี้" ปลูกนานๆจะมีขนาดใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยมือผู้ใหญ่ ตัดล้างน้ำให้สะอาด ต้มดื่มประจำ หรือดองกับเหล้าขาว 40 ดีกรี ดื่มครั้งละ 1 แก้วเป๊กก่อนอาหาร 3 มื้อ เป็นยาบำรุงร่างกายทำให้แข็งแรงดี ชาวจีนนิยมกันแพร่หลาย                                                                                                                                                     
            ในทางอาหาร ยอดอ่อนของ "เกากี้" ใช้ต้มจืดหมูบะช่อ ผัดใส่กุ้งสดและไข่ รสชาติหวานมันอร่อยมาก ผลสุกเป็นส่วนประกอบอาหารหลายอย่าง เช่น แกงจืด เครื่องยาจีน ตุ๋นไก่ หมู กระเพาะปลา ผัดจืดต่างๆ ทั้งต้นสดๆ ต้มกับน้ำตาลทรายแดงทำเป็น "น้ำจับเลี้ยงเกากี้" รับประทานชื่นใจได้ประโยชน์ดีมาก                                                         
           เกากี้ หรือ
FRUCTUSLYCLL เป็นไม้พุ่มสูง 1-1.5 เมตร ลำต้นมีหนาม ดอกสีม่วง ผลเมื่อสุกเป็นสีแดง มีดอกและผลช่วงฤดูหนาว มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อม-พันธุ์" ราคาสบถามกันเอง  
แก่นขี้เหล็กบ้าน  แก้ปวดหัวเรื้อรัง
แก่นขี้เหล็กบ้าน
  ในทาง สมุนไพรมีสูตรรักษาอาการปวดหัวเรื้อรังได้คือ เอา แก่นต้น "ขี้เหล็กบ้าน" 15 กรัม ต้น "ผักเสี้ยนผี" ไม่รวมราก 15 กรัม และต้น "แมงลัก" ไม่รวมราก 15 กรัม ต้มรวมกันกับน้ำจนเดือด ดื่มขณะ ยังอุ่นครั้งละ 1 ถ้วยกาแฟ วันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน ต้มกิน 2-3 วัน ติดต่อกันแล้วเว้น 2-3 วันจึงต้มกินอีก 2-3 ครั้ง อาการจะดีขึ้น ให้ต้มกิน อีก 2-3 ครั้ง หรือ ต้มกินได้เรื่อยๆจนหายแล้วหยุดกิน มีอาการเมื่อไหร่ต้มกินใหม่ได้        
              ขี้เหล็กบ้าน หรือ CASSIA SIAMEA LAMK อยู่ในวงศ์ CAESALPINACEAE เปลือกต้นแก้ริดสีดวง ใบแก้ระดูขาว แก้นิ่ว ดอกทำให้นอนหลับ แก้หืด ล้าง ศีรษะแก้รังแค แก่นแก้ไฟธาตุพิการ แก้ไข้ทำให้ตัวเย็น แก้กามโรค แก้หนองใน รากแก้ไข "ผักเสี้ยนผี" POLANISIA  VICOSA อยู่ในวงศ์ CAPPARIDACEAE ต้นขับหนองในร่างกาย ทำให้หนองแห้ง ใบแก้ปัสสาวะพิการ ผลฆ่าพยาธิ รากแก้โรคผอมแห้งของสตรี (วัณโรค) เนื่องจากคลอดบุตร แล้วอยู่ไฟไม่ได้ ใบตำห่อทำลูกประคบตามข้อ อย่าประคบแช่ไว้จะทำให้ผิวไหม้ เพราะมีความร้อนมาก ช่วยแก้อาการปวดข้อดีนัก "แมงลัก" หรือ OCIMUM AMERICANA LINN. อยู่ในวงศ์ LABIATAI ลำต้นสดต้มดื่มแก้ไอ ขับลม ใบสดตำคั้นน้ำดื่มแก้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ กากตำแก้โรคผิวหนังทุกชนิด เมล็ดแช่น้ำกินเป็นยาระบาย ลดร้อน ช่วยดูดซึมน้ำตาลในเส้นเลือด เมื่อนำทั้ง 3 ชนิด ต้มรวมกันดื่มตามที่กล่าวข้างต้น เป็นยาแก้ปวดหัวเรื้อรังได้ ซึ่งสูตรดังกล่าวนิยมใช้กันมาแต่โบราณแล้ว  

แก่นตะวัน ดอกสวยหัวอร่อยเป็นยา
ทีแรก เห็นภาพที่ผู้ขายติดไว้กับกล้วยไม้นึกว่าเป็นรูปดอกบัวตอง พอสอบถามจึงทราบว่าเป็นรูปของดอก "แก่นตะวัน" มีความงดงามเหมือนดอกบัวตองทุกอย่าง แต่เป็นไม้มีหัวใต้ดินจำนวนมาก สามารถรับประทานเป็นอาหารได้ และมีสรรพคุณทางยาด้วย โดยผู้ขายได้ แจกเอกสารให้อ่านประกอบ ซึ่งไม่ได้ระบุว่า "แก่นตะวัน" เป็นไม้มีถิ่นกำเนิดจากที่ไหน มีเพียงชื่อภาษาอังกฤษว่า JERUSALEM ARTICHOKE เท่านั้น
แก่นตะวัน
        เอกสาร ระบุว่า หัว ของ "แก่นตะวัน" แบบสดมีรสหวานมันกรอบอร่อยเหมือนแห้วไทย ใช้ปรุงเป็นอาหารคาวหวานได้หลายอย่าง ซึ่งหัวเป็นแหล่งสะสมของ "อินนูลิน" INULIN ที่ประกอบด้วยน้ำตาลฟรักโทสที่ต่อกันเป็นโมเลกุลยาว เมื่อนำเอาหัวไปเก็บในที่เย็นจะทำให้มีรสหวานเพิ่มขึ้น
       อินนูลิน มีคุณสมบัติกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน ลดไขมันในเลือดและโรคหัวใจ สร้างภูมิ คุ้มกันโรค "อินนูลิน" เป็นสารเยื่อใยอาหาร ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก จึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่มีความรู้สึกหิว กินอาหารได้น้อยลง จึงช่วยลดความอ้วนได้
       นอกจากนั้นหัว ของ "แก่นตะวัน" ยังใช้เป็นวัตถุผลิตแอลกอฮอล์ ผลผลิตหัวสด 1 ตัน สามารถผลิตเอทานอลได้ 80-100 ลิตร นำไปผสมกับเบนซินผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์ได้ ถือเป็นพืชพลังงานทดแทนอย่างดีอีกชนิดหนึ่ง ในส่วนของสัตว์เลี้ยง หัวของ "แก่นตะวัน" ใช้เป็นอาหารเสริมในสัตว์ มีผลต่อการเจริญเติบโต ลดจุลินทรีย์ที่เป็นโทษในระบบทางเดินอาหาร สร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ลดการใช้สารปฏิชีวนะและมูลของสัตว์จะมีกลิ่นเหม็นน้อยลงด้วย
         แก่นตะวัน เป็นไม้ลงหัวใต้ดินประเภทไม้ล้มลุก หัวใต้ดินออกเป็นกระจุก รูปทรงกลมยาวติดพันหนาแน่นมาก ขนาดของหัวโตประมาณมันฝรั่งหรือมันแกวทั่วไป ลำต้นสูง 1-1.5 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ เป็นรูปใบหอก ปลายแหลม โคนมน สีเขียวสด ดอกเป็นสีเหลืองสดใส คล้ายดอกบัวตอง มีกลีบดอก 8-10 กลีบ ดอกมีขนาดใหญ่ และดก ซึ่ง "แก่นตะวัน" จะมีดอกบานสะพรั่งหลังใช้เวลาปลูก 60 วัน ถ้าปลูกเป็นทุ่งจะสวยงามไม่แพ้ทุ่งบัวตอง หรือทุ่งทานตะวัน ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหัว มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวน จตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ชอบแดด เวลามีดอกจะสวยงามมาก และ หลังจากต้นล้มสามารถเก็บเอาหัวขึ้นมาใช้ประโยชน์ ตามที่กล่าวข้างต้น คุ้มค่ามากครับ.

แก่นตะวัน  มีหัวสดขายแล้ว
แก่นตะวัน
ผม เคยเขียนถึงต้น แก่นตะวันไป 2 ครั้ง โดยจะเน้นว่าเป็นพืชมีประโยชน์สูงเป็นอาหารมีกากใย หัวสด แก่นตะวันให้แคลอรีต่ำ ไม่เพิ่มน้ำตาลในเลือด ไม่เป็นปัญหากับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า หัวสด แก่นตะวันรับประทานแล้วทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายดี ต่อมาได้มีงานวิจัยว่า หัวสด แก่นตะวันรับประทานแล้วสามารถช่วย ลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี และมีการผลิตเป็นแคปซูลออกจำหน่ายได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจนทำให้ หัวสด แก่นตะวันหาซื้อรับประทานกันได้ยากขึ้นและผู้อ่านไทยรัฐจำนวนมากขอให้แนะนำแหล่งจำหน่าย หัวสด แก่นตะวันบ้าง ซึ่งเป็นจังหวะพบว่ามีผู้นำ หัวสด แก่นตะวันออกวางขาย จึงแจ้งให้ทราบทันที คือ ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง คุณตุ๊กหน้าตึกกองอำนวยการ หรือที่งาน พฤกษาตะวันออกจัดขึ้นที่บริเวณหน้าศาลากลาง จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 22-29 ม.ค.55 ที่ บูธ บี 25–26 ราคาสอบถามกันเอง             แก่นตะวัน หรือ JERUSA-LEM ARTICHOKE มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาวของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย ปลูกง่ายเหมือนกับปลูกมันสำปะหลัง เป็นพืชใกล้เคียงกับทานตะวัน มีดอกสีเหลืองเหมือนกับทานตะวัน และดอกบัวตอง แต่จะมีขนาดเล็กกว่า มีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่ง เพื่อเก็บสะสมอาหาร ซึ่งเป็นน้ำตาล อินนูลินประกอบด้วยน้ำตาล ฟลุกโตสต่อกันเป็นโมเลกุลยาว มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง ปัจจุบันมีการปลูก แก่นตะวันเพื่อเก็บหัวสดจำหน่ายอย่างเต็มรูปแบบหลายแห่ง โดยปลูกเป็นไร่ขนาดใหญ่และมีพื้นที่กว้าง เวลาต้น แก่นตะวันเติบโตจนมีดอกเป็นสีเหลืองบานสะพรั่งพร้อมๆกัน จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเหลืองอร่ามสวยงามมากครับ
แก่นตะวัน ดอกสวยหัวมีคุณค่า
ผม เคยแนะนำต้น "แก่นตะวัน" ไปแล้วในฉบับวันที่ 4 เดือนมิถุนายน ปี 52 พร้อมแนะนำแหล่งจำหน่ายต้นด้วย แต่ปัจจุบันมีผู้อ่านไทยรัฐจำนวนไม่น้อยไปหาซื้อแล้วไม่มีต้นขายแล้ว จึงขอให้บอกแหล่งขายใหม่ด้วย พร้อมให้ลงภาพของดอกให้ชมบ้างเพราะคราวก่อนลงเฉพาะภาพของหัว อยากทราบว่าดอกสวยงามแค่ไหน ประกอบกับพบว่าเพิ่งมีผู้ขยายพันธุ์รายใหม่นำต้นออกวางขายเมื่อเร็วๆนี้ จึงรีบแจ้งให้ทราบทันที
          แก่นตะวัน เป็นไม้ล้มลุกมีหัวใต้ดิน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า JERUSALEM ARTICHORE ต้นสูง 1-2 เมตร แตกต้นจากหัวใต้ดินเป็นกอ ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ ออกตรงกันข้าม ใบเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน สีเขียวสด "หัว" แตกเป็นกระจุกจำนวนมากเหมือนการแตกหัวของมันสำปะหลัง เป็นรูปทรงกลม ยาว ปลายหัวเรียวดูคล้ายหัวมันแกวแต่สีของหัวจะเป็นสีขาว หัวโตเต็มที่ประมาณหัวมันแกว หัวสดมีรสหวานมันกรอบอร่อยเหมือนแห้วไทย ปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง หัวเป็นแหล่งสะสมของ "อินนูลิน" IN-ULIN ประกอบด้วยน้ำตาล "ฟรัก-โทส" ต่อกันเป็นโมเลกุลยาว เมื่อนำหัวไปเก็บในที่เย็นจะทำให้มีรสหวานเพิ่มขึ้น ซึ่ง "อินนูลิน" มีคุณสมบัติกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน ลดไขมันในเลือด โรคหัวใจ สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายดี "อินนูลิน" เป็นสารเยื่อใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก จึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่มีความรู้สึกหิว กินอาหารได้น้อยลง จึงช่วยลดความอ้วนได้ หัวใช้เป็นวัตถุดิบผลิตแอลกอฮอล์ โดยหัวสด 1 ตัน ผลิตเอทานอลได้ 80-100 ลิตร นำไปผสมกับเบนซินเป็นแก๊สโซฮอล์ได้ หัวยังใช้เป็นอาหารเสริมให้สัตว์ สร้างภูมิคุ้มกันให้สัตว์ ลดจุลินทรีย์ที่เป็นโทษในระบบทางเดินอาหาร ทำให้มูลสัตว์มีกลิ่นเหม็นน้อยลง
         ดอก เป็น สีเหลืองสด คล้ายดอกบัวตอง มีกลีบดอก 8-10 กลีบ ดอกใหญ่และดกมาก เวลามีดอกจะสวยงามมาก ปัจจุบันมีต้นขายที่  ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง "คุณตุ๊ก" หน้าตึกกองอำนวยการ หรืองานเกษตรแฟร์ ที่ ม.เกษตรฯ บางเขน กทม. ขณะนี้ วันที่ 6 ก.พ. วันสุดท้าย บริเวณล็อก เอช  74–75 และ เอช  125–126 ราคาสอบถามกันเอง หากปลูกประดับจำนวนมากๆ ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวจะสวยงามมาก และสามารถเก็บหัวใช้ประโยชน์ตามที่กล่าวข้างต้นและขายได้คุ้มค่าครับ.  

ข่า สูตรฆ่าตัวเรือด
ข่า
บ้านอาศัย ของคนชนบทที่อยู่ห่างไกลตัวเมืองสมัยก่อน นิยมสร้างด้วยไม้ไผ่และฝาบ้านใช้ใบไม้ขัดแตะ หลังคามุงด้วยฟางแห้ง จึงทำให้ตัวเรือดอาศัยและมีเยอะ บางครั้งพวกมันจะซ่อนตัวตามเสื้อผ้าที่แขวนไว้หรืออยู่ตามมุ้งหมอน ที่นอน หากไม่ระวังจะถูกตัวเรือดกัดเป็นแผล เป็นสื่อนำเชื้อโรคเข้าสู้ร่างกายได้ ในทางสมุนไพรให้เอา ข่าสด ครึ่งกิโลกรัมหั่นบางๆ ดองกับเหล้าขาว 40 ดีกรี 1 ขวด ทิ้งไว้ 7 วัน เอาน้ำฉีดบริเวณที่มีตัวเรือดซ่อนอยู่ จะตายหมด และใช้ทาบริเวณที่ถูกตัวเรือดกัดและจะหายดีด้วย                                                                                                                                                      
       ข่า หรือ ALPINIA NIGRA (GAERTN) B.L.BURTT. อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE เหง้ามีสารหอมฉุน  CINEOL METHYL CINNAMATA ใช้ดับกลิ่นคาวอาหาร กินขับลมแก้ท้องอืดเฟ้อ ตำทาแก้โรคผิวหนัง เช่น เกลื้อน ใบต้มอาบแก้ปวดเมื่อยตามข้อ แก้กลากเกลื้อน ราก ขับเลือดลม แก้เหน็บชา แก้เสมหะและโลหิต
ข่า  แก้ลมพิษถูกตัวบุ้ง

ข่า หรือ ALPINIA NIGRA (GAERTN) B.L.BUTT. อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE ถิ่นกำเนิดเอเชียเขตร้อน มีปลูกและมีขายทั่วไป ประโยชน์ทางอาหาร เหง้าหรือหัวมีสารกลิ่นหอมฉุน เรียกว่า สาร CINEOL, METHYLCINNAMATE ใช้เป็นเครื่องเทศปรุงรสและแต่งกลิ่นสำหรับน้ำแกงและต้มยำ เหง้าอ่อน ต้นอ่อน ดอกอ่อน กินสดหรือลวกสุกจิ้มน้ำพริก เหง้าอ่อนสดใช้แกงจืด ชุบไข่ทอด ต้มข่าไก่                                                                ทางยา หัวหรือเหง้าสดใช้ตำทาแก้โรคผิวหนัง เช่น เกลื้อนดีมาก ใบ ฆ่าพยาธิ แก้กลาก ต้มอาบแก้ปวดเมื่อยตามข้อ ผลช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดท้อง คลื่นเหียนอาเจียน ท้องอืด เฟ้อ แก้บิด หรือแก้แน่นหน้าอก ราก ขับเลือดลม แก้เหน็บชา แก้เสมหะ และโลหิตได้ด้วย
ข่า แก้ลมพิษผื่นคัน
 ลมพิษ และ เม็ดผื่นคันตามร่างกาย มักจะเกิดขึ้นแบบกะทันหัน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอาการแพ้ เช่น กินอาหารแสลงหรือแพ้ฝุ่นละอองและเกสรดอกไม้ เป็นต้น ซึ่งในยุคสมัยก่อน เมื่อเกิดอาการขึ้นจะเดินทางไปพบหมอที่สุขศาลาเป็นเรื่องลำบาก เนื่องจากอยู่ห่างไกลนั่นเอง ดังนั้น สมุนไพรที่หาได้ง่ายๆในบ้านจึงเป็นทางเลือกดีที่สุด และ "ข่า" ก็จัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณรักษาลมพิษ  เม็ดผื่นคันตามตัวได้  โดยมีวิธี ง่ายๆ คือ เอาหัว "ข่า" สดแก่หรืออ่อนก็ได้ กะจำนวนตามขนาดที่จะใช้โขลกละเอียดผสมเหล้าขาว 40 ดีกรี พอให้มีน้ำแล้วคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็นลมพิษ เม็ดผื่นคัน ทาเรื่อยๆจะช่วยให้หายได้       
          ข่า หรือ ALPINIA NIGRA (GAERTN) B.L.BURTT อยู่ในวงศ์ ZINGBERACEAE มีประโยชน์ ทางยาคือ ใบ ฆ่าพยาธิ แก้กลาก เกลื้อน ต้มอาบแก้ปวดเมื่อยตามข้อ ผล ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดท้องคลื่น เหียนอาเจียน ท้องอืดเฟ้อ แก้บิด แก้แน่นหน้าอก ราก ขับเลือดลม  แก้เหน็บชา  แก้เสมหะ  โลหิตเป็นพิษ เหง้า หรือ หัว มีสาร CINEOL, METHYLCINNA   MATE   ดับกลิ่นคาว แต่งกลิ่นอาหาร  ขับลม  แก้ท้องอืดเฟ้อ  ตำทาแก้โรคผิวหนัง  เช่น  กลาก 
เกลื้อนดีมาก
ขิงแก่ แก้ชันนะตุโรคผิวหนัง

ขิงแก่
 สมัยก่อน คนเป็น ชันนะตุ บริเวณหนังศีรษะกันเยอะ มีเม็ดใสๆกระจายทั่วหัวเจ็บปวดมาก บางคนเรียกว่า ขี้กลากขึ้นหัว ต้องโกนผม ผู้คนรังเกียจคิดว่าเป็นโรคร้ายแรง ในทางสมุนไพร ให้เอา ขิงแก่ไปตากแห้งบดเป็นผงละเอียดทาบริเวณหนังศีรษะที่เป็นเช้าเย็นจะหายได้  ยังใช้ทาตามตัวที่เป็นผื่นคันโรคผิวหนังต่างๆได้ สามารถใช้กับเด็กอ่อน ที่มีผื่นคันตามตัวได้ดีเช่นกัน ไม่มีอันตรายอะไร         ขิง หรือ ZINGIBER OFFICINALE ROSC. อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE  สรรพคุณทางยามีเยอะ เช่น ต้นต้มน้ำดื่มบรรเทาอาการจุกเสียดแน่นเฟ้อ ฆ่าพยาธิ รักษานิ่ว ท้องร่วงอย่างแรง ใบตำคั้นน้ำกินบรรเทาอาการฟกช้ำ แก้โรคกำเดาไหล  ดอกช่วยย่อยอาหารบำรุงธาตุไฟ ฆ่าพยาธิ  ผลรักษาไข้ หัวสดของ ขิงแก่ฝานต้มน้ำดื่ม แก้หวัดเย็นที่หนาวสั่นให้บรรเทาได้ ส่วนหวัดร้อนตัวร้อนช่วยได้เล็กน้อย
ขิงแก่ แก้ร้อนในดี
 ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากมีอาการร้อนในเป็นประจำ ซึ่งก็เกิดได้จากหลายสาเหตุ เมื่อเป็นแล้วมักจะมีตุ่มใสบริเวณโคนลิ้นด้านในทำให้เจ็บและระคายเคืองกินอาหารหรือดื่มน้ำลำบาก และรู้สึกหงุดหงิดมาก บางคนแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ ช่วยได้ระดับหนึ่ง หรือกินยาแก้ร้อนในที่เป็นยาต้ม ยาชงมีรสขมจัดกินไม่ได้ ขอให้ช่วยแนะนำสูตรสมุนไพรแก้ร้อนในที่ไม่มีรสขมบ้าง ซึ่งจากความต้องการดังกล่าวพอจะมีวิธีง่ายๆ ใช้กินกันมาแต่โบราณแล้ว โดยเฉพาะในตำราแพทย์แผนจีน                                           
           คือให้เอา ขิงแก่กะจำนวนตามต้องการใช้แต่ละครั้งทุบพอแตกต้มกับน้ำ 1 ลิตร จนเดือดมองเห็นตัวยาออกจากขิงดีแล้ว จากนั้นใส่  น้ำตาลกรวด  ลงไปเล็กน้อยพอให้มีรสหวานนิดๆ ไม่ใช่ใส่จนหวานจัด ดื่มขณะอุ่นวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ครั้งละ 1 แก้ว จะช่วยให้อาการร้อนในและตุ่มใสบริเวณโคนลิ้นหายได้                                                                   
           ขิง หรือ ZINGIBER OFFICINALE ROSCOE ชื่อสามัญ GINGER อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE ถิ่นกำเนิดประเทศอินเดีย เหง้าหรือหัวมีสารสำคัญที่เป็นสารระเหย ได้แก่ GINGEROL, ZINGIBERONE เป็นสารที่ทำให้มีกลิ่นหอม ใช้แต่งกลิ่นและเพิ่มรสของอาหารคาวหวาน ใช้เตรียมเครื่องดื่ม สารที่ทำให้ ขิงแก่มีรสเผ็ด ได้แก่ SHOGAOL, ZINGERONE “ขิงแก่ใช้ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ ลดอาการเมารถ เรือ และอาเจียน บรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ขิงอ่อนเป็นอาหาร เป็นสินค้าส่งออก มีขายทั่วไป

ขนมปังแผ่น
น้ำส้มสายชูหมัก แก้นิ้วล็อก
ขนมปังแผ่น
 ปัจจุบัน อาการ นิ้วล็อก มีคนเป็นกันเยอะ ส่วนใหญ่มักจะเกิดที่นิ้วหัวแม่มือทั้ง 2 ข้าง สาเหตุมาจากพังผืดยึดหุ้มบริเวณข้อนิ้ว เมื่อเป็นแล้วจะมีอาการปวดมาก นิ้วหัวแม่มืองอไม่ได้ ทำให้จับปากกาเขียนหนังสือหรือทำอะไรไม่ได้ และจะปวดตลอดเวลา บางคนไม่รู้คิดว่าเส้นยึดธรรมดาเอาน้ำมันทาถูนวดกลับมีอาการปวดมากขึ้นและไม่หาย สุดท้ายต้องไปพบแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาล ซึ่งเดี๋ยวนี้เก่งมาก แพทย์จะผ่าตัดนิ้วที่เป็นเล็กน้อย ใช้เวลาไม่นานสะกิดเส้นแล้วปิดแผล ไม่กี่วันอาการนิ้วล็อกจะหายเป็นปกติ  
       ในการ รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด มีสูตรให้ปฏิบัติง่ายๆเมื่อเกิดการนิ้วล็อกที่นิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วไหนก็ตาม ให้เอา ขนมปังแผ่นมีขายทั่วไป เลือกเอาแผ่นบางที่สุดตัดขนาดพอใช้หุ้มนิ้วที่เป็นเตรียมไว้  จากนั้นเอา น้ำส้มสายชูหมักชนิด 5% ของ อสร. ชุบกับชิ้น ขนมปังแผ่นที่ตัดเตรียมไว้ให้ชุ่ม พอกบริเวณข้อนิ้วที่ล็อก ใช้ผ้าพันไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงจึงแกะออก ทำวันละครั้งทุกวันตอนไหนก็ได้ และทำเรื่อยๆ จะช่วยละลายพังผืดที่หุ้มข้อนิ้วกับหินปูนที่เกาะตามข้อให้หมดไป ทำให้อาการนิ้วล็อกหายได้ สูตรดังกล่าวมีผู้นำไปทดลองแล้วได้ผลดีเกินคาด เพียงแต่ น้ำส้มสายชูหมักชนิด 5% ของ อสร. จะหาซื้อได้ยากหน่อยเท่านั้นเอง
ข้าวเหนียวนึ่ง-เกลือ แก้ตาแห้ง
ข้าวเหนียวนึ่ง-เกลือ
โรคตาแห้ง เป็นกันเยอะในยุคสมัยก่อน อาการเหมือนกับมีเม็ดทรายติดอยู่ในดวงตา จะลืมตา หรือกะพริบตา รู้สึกขัดเคืองไปหมด หากมีอาการมากๆ อาจเจ็บปวดมีนํ้าตาไหลตลอดเวลาทรมานมาก ซึ่งในยุคสมัยนั้นหมอยาแผนไทยมีวิธีแก้คือ ให้เอา ข้าวเหนียวนึ่งสุก 2 กำมือผู้ใหญ่ เกลือทะเลเกล็ดใหญ่ๆ มีวางขาย ริมถนนติดกับนาเกลือแถบจังหวัดสมุทรสงคราม นำไปป่นให้ละเอียด ตักจำนวน 2 ช้อนโต๊ะ ละลายกับนํ้า 50 กรัม จากนั้นใส่ข้าวเหนียวนึ่งสุกที่เตรียมไว้ลงไป ขยําให้เข้ากันแล้วปั้นเป็นก้อนคลึงให้กลมและยาวเสียบด้วยไม้ปิ้งไฟจากเตาถ่านจนแห้งเกรียมมีควันขึ้น วางบนโต๊ะใช้มือปลิ้นเปลือกตาอังกับควันจากก้อนข้าว เหนียวปิ้งดังกล่าวจนควันหมด ทำวันละครั้ง เวลาไหนก็ได้ตามแต่สะดวก และทำทุกวันจนกว่าจะหายตาแห้ง     สูตรนี้นิยมทำกันมาแต่โบราณได้ผลดีระดับหนึ่ง                                                                                                             
        ปัจจุบันโรคตาแห้ง ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือรักษายากเหมือนกับสมัยก่อนอีกแล้ว ใครเกิดอาการตาแห้งไปพบจักษุแพทย์สมัยใหม่ จะให้ "นํ้าตาเทียม" ไปหยอดประจำ โรคตาแห้งจะหายได้                                                                                  อย่างไรก็ตาม ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีคุณค่าแก่การเรียนรู้และอนุรักษ์  "นายเกษตร"  นำสูตรดังกล่าวเสนอ ในคอลัมน์ให้รู้ไว้เป็นปัญญา  เผื่อเกิดความจำเป็นสามารถนำไปใช้ได้ไม่มีอันตรายอะไร

ขี้เหล็กบ้าน ลดความดันได้

ขี้เหล็กบ้าน
โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคยอดฮิตที่มีคนเป็นกันเยอะ เมื่อเป็นแล้วต้องกินยาและพบหมอเป็นประจำ ขอให้แนะนำสมุนไพรสำหรับเป็นทางเลือกบ้าง ซึ่งก็เคยแนะนำไปหลายสูตรแล้ว อยู่ที่ว่าใครนำไปปฏิบัติได้ผลกับสูตรไหน แต่ส่วนใหญ่มีผลดีระดับหนึ่ง                                                                                                                                                        
          ส่วน "ขี้เหล็กบ้าน" เป็นสูตรโบราณ ได้รับการบอกต่อว่าได้ผลดีมาก โดยให้เอา "ขี้เหล็กบ้าน" ทั้ง 5 คือ ต้น ราก ผล ดอก และใบ จำนวนไม่ต้องเท่ากัน ตามแต่จะหาได้ กะพอประมาณต้มกับนํ้ามากหน่อยจนเดือด ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ ภายใน 1-2 อาทิตย์ จะช่วยลดความดันโลหิตลงได้ สามารถต้มดื่มบ้างหยุดบ้างจะช่วยควบคุมให้ความดันไม่สูงขึ้นอีก แต่การหา "ขี้เหล็กบ้าน" ให้ได้ครบ 5 อย่างเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งผู้บอกสูตรบอกว่าใช้ยอดอ่อนของ "ขี้เหล็กบ้าน" มีวางขายทั่วไปกำละ 10 บาท อย่างเดียวก็ได้ ต้มดื่มตามวิธีข้างต้น ช่วยลดความดันโลหิตได้เหมือนกัน                     
           ขี้เหล็กบ้าน  หรือ  CASSIA  SIAMEA  LAMK อยู่ในวงศ์ CAESALPINACEAE ประโยชน์ทางยา เปลือกต้น แก้ ริดสีดวง ใบ แก้ระดูขาว แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ ดอกตูมและใบอ่อน เป็นยาระบายอ่อนๆ ดอกทำให้ นอนหลับ แก้หืด ล้างศีรษะแก้ รังแค กระพี้ แก้ร้อนใน กระสับ กระส่าย แก่น แก้ไฟธาตุพิการ แก้ไข้ทำให้ตัวเย็น แก้เสมหะ แก้กามโรค แก้หนองใน ราก แก้ไข้ ใบ ตำพอกแก้เหน็บชา บวม ถอนพิษ ใบใส่ตุ่มบ่มมะม่วงดิบ กล้วยดิบ ทำให้สุกเร็ว "ขี้เหล็กบ้าน" ทั้ง 5 เป็นยาถ่ายพิษกษัย พิษไข้ พิษเสมหะ แก่น แก้มาลาเรียได้ด้วย   

ขิงแก่
น้ำตาลทรายแดง แก้ปวดเข่า
ขิงแก่–น้ำตาลทรายแดง
 คนมีอายุมากๆตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มักมีอาการปวดเข่าประจำตามสภาพของสังขาร หากเป็นมากต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่า ถ้าเป็นน้อยปวดๆหายๆ ไม่ถึงกับผ่าตัด แพทย์จะให้ยาหรือฉีดยาบริเวณที่ปวดทำให้หายปวดเป็นเดือน หมดฤทธิ์ยาก็ปวดอีก ในทางสมุนไพรมีสูตรหลายสูตรช่วยบรรเทาปวดได้ แต่ไม่ใช่ทำให้หายขาด เคยแนะนำไปบ้างแล้ว มีผู้นำไปใช้ได้ผลระดับหนึ่งตามสภาพของสมุนไพร                                                                                                                                      
         อีก หนึ่งสูตรนำมาบอกเป็นวิทยาทานคือ เวลาเริ่มมีอาการปวดเข่าให้เอา "ขิงแก่" แบบสดกะจำนวนพอเหมาะ กับน้ำตาลทรายแดง กะจำนวนพอเหมาะเช่นเดียวกัน ตำให้เข้ากันไม่ต้องถึงละเอียดบีบเอาน้ำทิ้งเหลือกากนำไปพอกบริเวณเข่าที่ปวดใช้ผ้าพันมัดไว้นานตามต้องการแล้วเอาออก ทำตอนไหนก็ได้ บางคนชอบทำก่อนนอนพันผ้าไว้ทั้งคืนรุ่งเช้าจึงแกะออกแต่ต้องระวังอาจทำให้ที่นอนเปื้อนได้ ทำบ่อยๆจะช่วยไม่ให้เข่าปวดหรือปวดน้อยลง ใครมีปัญหาเกี่ยวกับเข่าปวดทดลองทำดูไม่มีอันตรายอะไร                                                                                                                                        
          ขิง หรือ
ZINGIBER OFFICINALE ROSCOE อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE มีหัวสดวางขายตามตลาดสดทั่วไป ถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย สรรพคุณทางยาส่วนใหญ่แก้ท้องอืดเฟ้อ ลดอาการเมารถ เรือ แก้อาเจียน และเป็นอาหาร
เครือสาวหลง สรรพคุณยอด
ผม เคยเขียนถึงความเชื่อของ "เครือสาวหลง" ไปในฉบับวันที่ 1 พ.ค. ปี 45 ซึ่งในตอนนั้นมีขายไม่ มากนักและขาดตลาดมานานแล้ว เพิ่งพบว่ามีผู้นำเอา "เครือสาวหลง" บรรจุกล่องขาย และมีด้วยกัน 2 ชนิด มีคาถาบูชาพิมพ์เป็นแผ่นแจกให้ผู้ซื้อไปปฏิบัติ ด้วย ผมดูแล้วน่าจะเป็นของแท้ จึงรีบแนะนำในคอลัมน์ อีกครั้งทันที
เครือสาวหลง
เครือสาวหลงเป็นว่านชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณความเชื่อมาแต่โบราณว่า เป็นว่านดีในด้านเสน่ห์ มหานิยมเด็ดขาดมาก ถ้าใครได้เป็นเจ้าของและเก็บบูชาให้ถูกต้อง จะสร้างเสน่ห์ให้มีคนชมชอบหลงใหลเมื่อได้พบเห็นหรือพูดคุยด้วย
        โดย เฉพาะร้านค้าขาย ถ้าได้ "เครือสาวหลง" ใส่ขวดหรือตลับผสมกับน้ำมันจันทน์ พกติดตัวเวลาเปิดร้านหรือแขวนไว้ในร้านเปิดฝาไว้ เมื่อลูกค้าเข้าร้านจะได้กลิ่นหอมและรู้สึกนิยมหลงใหลซื้อสินค้าในร้านเป็นประจำ หากพกติดตัวเดินทางไปไหนต่อไหน เจ้าของที่เป็นสตรีจะมีหนุ่มๆชื่นชอบและหลงใหลในเสน่ห์ ถ้าเป็นชาย สาวๆจะอยากคบหาสมาคมด้วย โดยก่อนใช้ในตำราว่านระบุว่าให้เติมพลังลงไปด้วยคาถา "โอ นะปะ โร รันนะขุเภติ พุทธัง สะระติ จิตตัง สมา-ระมา ธัมมัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา สังฆ์สะระติ จิตตัง สมาคะมา" ทุกครั้ง จะเพิ่มความขลังให้แก่ "เครือสาวหลง" ที่บูชามากยิ่งขึ้น
        เครือสาวหลง เป็นไม้อิงอาศัย ลำต้นกลม สีดำและอ่อนคล้ายเส้นผม ยาว 3-5 นิ้วฟุต ปลายต้นแหลม โคนต้นมีเหง้าหรือรากเป็นกระจุกเล็กๆ ไม่มีกิ่งก้านและไม่มีใบ มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำมันจันทน์ตลอดเวลา เป็นว่านหายากมากชนิดหนึ่ง พบขึ้นตามธรรมชาติ โดยต้นจะเกาะอยู่ ตามต้นไม้ขนาดใหญ่ในป่าลึกที่มีความชื้นสูงเท่านั้น
         คน เดินป่าหาของป่าเป็นประจำ นานๆจะพบ "เครือสาวหลง" ซักครั้ง และถ้าพบขึ้นในจุดใดก็จะพบขึ้นในจุดนั้นเป็นประจำ แม้จะถูกถอนต้นไป ซึ่งในประเทศไทยบ้านเราไม่มีแล้ว ที่ประเทศลาว ชาวม้ง ชาวเขา จะเก็บกองขายเป็นกระจุก นักเลงว่านคนไทยเดินทางไปกว้านซื้อเกลี้ยง
         ลักษณะการ แตกต้นของ "เครือสาวหลง" จะติดอยู่ตามต้นไม้ใหญ่มองเห็นชัดเจน เป็นกระจุกแน่นคล้ายเส้นผมติดอยู่ เมื่อเก็บหรือถอนออกมาจะมีเหง้าหรือรากติดที่โคนต้นเป็นก้อนเล็กๆชัดเจน หากไม่มีเหง้าหรือรากติดให้คิดไว้ก่อนว่าเป็นของปลอม ซึ่ง "เครือสาวหลง" มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ "ตัวผู้" กับ "ตัวเมีย" ต่างกันที่เส้นหรือต้นใหญ่เล็กกว่ากัน บางคนเรียกว่า "เส้นผมนางไม้" เพราะเวลาถอนจะมีเหง้าติดคล้ายโคนผมนั่นเอง ปัจจุบันมีขายที่ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 24 แผง "คุณอนันต์" ราคาสอบถามกันเองครับ.
โคกกระออม  แก้ไขข้ออักเสบได้
โคกกระออม
คน ในชนบทสมัยโบราณส่วนใหญ่จะรู้จักและคุ้นเคยกับต้น "โคกกระออม" เป็นอย่างดี เพราะมีขึ้นทั่วไปตามที่รกร้าง ตามชายป่า ริมนํ้า ลำธาร หรือคูคลองทุกภาคของประเทศไทย และสมัยเป็นเด็กบ้านนอกจำได้ ว่า พบตน "โคกกระออม" ขึ้นบริเวณไหนมักจะเก็บเอาผลที่มีลักษณะพองลมมาถือเล่น หรือใช้เชือกผูกที่ก้านผลห้อยกระตุ้งกระติ้งน่ารักดี และใช้ฝ่ามือตบให้ผลแตกเสียงดังเป็นที่สนุกสนานตามประสาเด็กชนบท ปัจจุบันไม่สามารถพบเห็นต้น "โคกกระออม" ตามธรรมชาติได้อีกแล้ว ส่วนใหญ่ จะมีปลูกอนุรักษ์ตามสวนสมุนไพรไทยและจีนเท่านั้น เพื่อใช้เป็นยารักษาโรคได้หลายอย่าง                                                   โดยสรรพคุณโบราณระบุว่า ใบต้มดื่มแก้ไอ ตำพอกฝี เถาหรือต้นต้มดื่มแก้ไข้ ดอกขับโลหิต ผลตำพอกดับพิษไฟลวก เมล็ดกินแก้ไอ ขับเหงื่อ รากตำคั้นเอาเฉพาะนํ้าหยอดตาแก้ตาต้อ กากของรากพอกแก้พิษแมลงและพิษงูก่อนพาไปให้แพทย์รักษา หมอยาแผนไทยบางพื้นที่ใช้ยอดกินเป็นยาขับปัสสาวะ หรือกินเป็นผักได้ รสชาติขมจัด แพทย์จีนใช้ทั้งต้นต้มดื่มเป็นยาขับนํ้านม และทำให้เกิดนํ้านมในสตรี ทำให้ท้องระบาย เป็นยาแก้ไข้ นํ้าคั้นจากใบสดหยอดตาแก้เจ็บตาได้ นอกจากนั้น ตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานยังระบุอีกว่า ทั้งต้นของ "โคก-กระออม" รวมรากต้มดื่มเป็นยาแก้ไขข้ออักเสบได้ด้วย ผสมกับยาอื่นแก้หอบหืดดีมาก ดังนั้น ต้น "โคกกระออม" จึงมีดีมากกว่าการเป็นต้นหญ้าธรรมดา และควรค่าแก่การรู้จักเป็นอย่างยิ่ง  
   โคกกระออม หรือ CARDIO-SPERMUM HALICACABUM LINN. อยู่ในวงศ์ SAPINDACEAE เป็นไม้เถาเลื้อย สามารถไต่ได้ไกล 3-5 เมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียว มีมือเกาะคล้ายเถาตำลึง ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ ขอบใบหยักลึกเป็น 3 แฉก ดูแปลกตาดี                                                                                                                                ดอกเป็นสีขาวนวล หรือ สีเหลืองอ่อน มีขนาดเล็กคล้ายดอกมะระ ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ มีดอกย่อย 8-10 ดอก มีกลีบดอก 4 กลีบ มีเกสรตัวผู้เป็นกระจุกบริเวณใจกลางดอก หลังดอกร่วงจะติดผลเป็นทรงกลม โตประมาณปลายนิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่ ข้างในพองลมเป็นรูปสามเหลี่ยมชัดเจน เปลือกหุ้มผลเป็นเยื่อบางๆ สีเขียวอ่อน ดูสดใสคล้ายโคมไฟห้อยเป็นพวง สวยงามน่ารักมาก เมื่อบีบจะแตกมีเสียงดัง ภายในมีเมล็ดรูปทรงกลม สีดำ มีริ้วรูปหัวใจสีขาว ดอกออกช่วงปลายฤดูร้อน ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีชื่อเรียกอีกคือ ตุ้มต้อก (แพร่) ลุมลับเครือ, เครือผักไล่นํ้า (ภาคเหนือ) โพออม (ปัตตานี) ติ๊นไข่ และ ไหน (จีน) ไม่มีต้นขายที่ไหน มีปลูกตามสวนยาไทยและจีนตามที่กล่าวข้างต้นเท่านั้นครับ.
ครอบฟันสี แก้โรคลมบ้าหมู
ครอบฟันสี
ครอบฟันสี คือต้นเดียวกันกับ มะก่องข้าว หรือ ครอบจักรวาล ตัวหนึ่ง มีสรรพคุณเด่น คือ เอายอดสด ยาว 1 คืบ 15 ยอด ต้มกับน้ำ 6 แก้วโอเลี้ยงจนเดือดดื่มขณะอุ่นจนหมดในวันเดียว ดื่มติดต่อกันทุกวัน 2-3 อาทิตย์ แก้เบาหวานได้ สรรพคุณอื่น ทั้งต้นต้มดื่ม บำรุงโลหิต ขับลม ช่วยย่อยและเจริญอาหาร ราก แก้โรคลม ดีพิการ บำรุงธาตุ มุตกิดสตรี แก้ไอ แก้ไข้ผอมเหลือง บำรุงกำลัง ใบหรือทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้เบาหวาน ทางเดิน ปัสสาวะอักเสบ ดอก ฟอกล้างลำไส้ให้สะอาด ใบตำพอก บ่มหนองให้สุกและแตกเร็วขึ้น ใบขยี้อุดฟันแก้ปวดฟัน แก้เหงือกอักเสบ ผสมน้ำใช้ล้างแผลดีมาก                                                      ที่สำคัญ ยังเป็นยาแก้ โรคลมบ้าหมู หรือ โรคลมชักได้อีกด้วย โดยเอาทั้งต้นรวมรากต้มกับน้ำเยอะหน่อยจนเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละ 2-3 ครั้ง ทุกวัน คนที่เพิ่งเริ่มเป็นโรคดังกล่าวจะหายได้ในระยะเวลาไม่นาน แต่ถ้าเป็น นานเกิน 5 ปี ให้ต้มดื่มติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 1 ปี จึง จะหายได้ ซึ่งต้น "ครอบฟันสี" ชนิดแห้งมีขาย ที่ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง "คุณพร้อมพันธุ์" ราคาสอบถามกันเอง
 
     ครอบฟันสี อยู่ในวงศ์ MALYACEAE มีชื่อเรียก อีกคือ ตอบแตบ ปอบแปบ โผงผาง ครอบจักรวาล ฟันสีครอบ มะก่องเข้า มะก่องข้าว ครอบตะลับ หญ้าขัดหลวง และขัดหมอหลวง พบขึ้นตามที่รกร้างข้างทางทั่วไป
คัดเค้า หอมแรง
คัดเค้า
ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากที่ชอบปลูกไม้ต้นดอกหอมอยากทราบว่า "คัดเค้า" มีลักษณะอย่างไร เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ ได้ยินคนรุ่นเก่าๆ พูดเสมอว่า ดอกของ "คัดเค้า" หอมแรงเป็นอมตะใครได้สูดดมแล้วมักจะชื่นชอบและลืมไม่ลง ซึ่งความจริงแล้ว "คัดเค้า" ถือเป็นไม้ไทยโบราณต้นหนึ่งที่นิยมปลูกในบริเวณบ้านกันมาช้านานแล้ว บางบ้านปลูก 2-3 ต้น เวลามีดอกเต็มต้นและดอกบานพร้อมกันทั้งต้น จะดูสวยงามและส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายทั่วบริเวณใกล้เคียงถูกลมพัดโชยเข้าตัวบ้าน สร้างบรรยากาศเป็นธรรมชาติชื่นใจยิ่ง 
       คัดเค้า หรือ RANDIA  SIAMENSIS  CRAIB ชื่อสามัญ SIAMESE RANDIA อยู่ในวงศ์ RUBIA-CEAE เป็นไม้ต้นรอเลื้อย สูง 3-5 เมตร ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านเป็นทรงฉัตร หรือรูปกรวยคว่ำโดยกิ่งแขนงจะขนานกับหน้าดิน เรือนยอดแหลม ใบเป็นใบเดี่ยว รูปรี ปลายและโคนใบแหลมมีหนามโค้งเป็นคู่ที่โคนใบและตามกิ่งก้าน ใบเป็นสีเขียวสด                                          
      ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ลักษณะดอก กลีบดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีขาว เมื่อบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5-2 ซม. มีเกสรตัวผู้ 5 อัน เกสรตัวเมียรูปกระสวยสีขาว ดอกมีกลิ่นหอมแรงมาก โดยเฉพาะช่วงกลางคืน เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้น จะดูสวยงามและส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายทั่วบริเวณใกล้เคียงเป็นที่ประทับใจมาก                                     
     "ผล" รูปกลมรี เมื่อแก่เป็นสีดำ มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกออกช่วงระหว่างเดือนธันวาคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคมปีถัดไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง                                                                                        ถิ่นกำเนิด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาเขตร้อน ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าทุกภาค ปัจจุบันไม่ค่อยได้พบเห็นตามธรรมชาติบ่อยนัก มีชื่อเรียกอีกคือ คัดเค้าเครือ (โคราช) คัดเค้าหนาม (ชัยภูมิ) พญาเท้าเอว (กาญจนบุรี) เค็ดเค้า (ภาคเหนือ) และ หนามลิดเค้า (เชียงใหม่) ปัจจุบันมีต้นขายที่ตลาดนัด ไม้ดอก ไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 2 แผง "ป้าแอ๊ดคุณขวัญ" ช่วงนี้อยู่ระหว่างมีดอกส่งกลิ่นหอมพอดี ชาวต่างชาติ นิยมซื้อไปปลูกกันมาก ราคาสอบถามกันเอง 
      ประโยชน์ทั่วไป ราก แก้ไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน ต้น บำรุงโลหิต ผล ขับประจำเดือน ซึ่งการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่าผลมีฤทธิ์เบื่อปลา เนื่องจากมีสาร "ซาโปนิน" จำพวก "ไตรเทอร์ปิน" ครับ.
คนทีสอทะเล ดอกสวย
คนทีสอทะเล
ไม้ต้นนี้ มีขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ เมื่อไม่นานมานี้ มีลักษณะต้นดอกและใบคล้ายกับต้น คนทีสอ ที่มีสรรพคุณทางสมุนไพรมาก ผู้ขายบอกว่าเป็นคนละตัวกัน ซึ่งเมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วพบว่ามีข้อแตกต่างกับต้นคนทีสอ ที่มีสรรพคุณทางสมุนไพรเพียงจุดเดียวคือ ใบของ "คนทีสอทะเล" จะออกเป็นใบเดี่ยวและออกเรียงสลับ ส่วนใบของคนทีสอ ที่มีสรรพคุณทางสมุนไพรจะเป็นใบประกอบแบบขนนก อย่างอื่นดูแล้วเหมือนกันหมด ช่อดอกและสีดอกก็เหมือนกันด้วย
        คนทีสอทะเล น่าจะอยู่ในวงศ์เดียวกับคนทีสอ ชนิดที่มีสรรพคุณทางสมุนไพร คือ VERBENACEAE ลักษณะเป็นไม้พุ่ม สูง 1-4 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเยอะ กิ่งมักโค้งงอลง ใบของ "คนทีสอทะเล" เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับถี่บริเวณปลายยอด (ใบของคนทีสอ ที่มีสรรพคุณทางสมุนไพร เป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ) ใบ "คนทีสอทะเล" เป็นรูปรี ปลายและโคนใบแหลม เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบเรียบ เป็นสีเขียวสดและเป็นมัน เวลามีใบดกจะน่าชมยิ่ง                                                                     ดอก ออกเป็นช่อแบบแยกแขนงช่อบริเวณปลายยอด ช่อยาวประมาณ 6-10 ซม. แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ลักษณะดอกมีกลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย กลีบดอกเป็นหลอดปลายแยกเป็นกลีบดอก 2 ส่วน ส่วนบน 2 กลีบ ส่วนล่าง 3 กลีบ คล้ายกลีบดอกผีเสื้อ เป็นสีฟ้าอมม่วง หรือสีคราม มีเกสรตัวผู้ 4 อัน ดอกจะทยอยบานจากโคนช่อเรื่อยขึ้นไปจนถึงปลายช่อ ดอกเมื่อบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเกือบ 1 ซม. เวลามีดอกดกและดอกบานพร้อมกันทั้งต้น จะดูสวยงามสดใสน่ารักมาก "ผล" รูปทรงกลม มีเมล็ด ดอกออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง                                                        พบ ขึ้นทั่วไปตามป่าชายเลน ริมนํ้า ลำคลองใกล้ชายทะเล ถิ่นกำเนิดเอเชียจนถึงประเทศออสเตรเลีย ในประเทศไทยพบมากทางภาคใต้ นอกจาก "คนทีสอทะเล" จะมีดอกสีสันงดงามแล้ว ทางภาคใต้ยังนิยมเอาใบใช้เป็นส่วนประกอบของการทำขนมอีกด้วย โดยเป็นขนมพื้นเมืองเหนียวๆ แต่ไม่ใช่กาละแม เป็นสีเขียวๆรสชาติหวานอร่อยมาก                                
      ปัจจุบัน "คนทีสอทะเล" มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 2 แผง "ป้าแอ๊ด-คุณขวัญ" ราคาสอบถามกันเอง เป็นไม้ชอบนํ้า และนิยมปลูกลงกระถางตั้งประดับในที่แจ้ง เวลาแตกต้นและกิ่งก้านมากๆ และมีดอกบานพร้อมกันทั้งต้นจะดูสวยงามมากครับ. 

คน
ทีสอ กับสูตรฟันแน่นและทน

คน​ที​สอ
 คนทีสอ พบขึ้นตามป่าในแถบเอเชียทั่วไป และมีเขตกระจายพันธุ์ไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย นิยมปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรมาแต่โบราณ โดยมีสรรพคุณ คือ ใบ บำรุงน้ำดี ขับลม ฆ่าแม่พยาธิ แก้สาปสางในร่างกาย ดอก แก้ไข้ แก้พยาธิทุกชนิด แก้หืด ไอ แก้ไข้ในหญิงมีครรภ์ เมล็ดจากผล เป็นยาเจริญอาหาร
ใบแห้ง หั่นฝอยผสมยาสูบ แก้ริดสีดวงจมูกระยะแรกดีมาก ใบสด 2-3 ใบ เคี้ยวอมเวลาตื่นนอนตอนเช้าก่อนแปรงฟัน 5-10 นาที ทุกวัน จะทำให้ฟันแน่นและทนทานมาก ราก แก้โรคเกี่ยวกับตับ โรคตา ถ่ายน้ำเหลือง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ บางพื้นที่ใช้ใบสดหรือแห้งเป็นยาบำรุงธาตุ โดยต้มน้ำดื่ม แก้เสมหะจุกคอ แก้พิษต่างๆ แก้ลำไส้พิการแก้ปวดตามข้อปวดกล้ามเนื้อขับเหงื่อ แก้ท้องมาน และหืดไอด้วย สารสำคัญ ใบ สกัดให้น้ำมันหอมระเหยประกอบด้วย PINENE, CAMPHENE ฯลฯ
      คนทีสอ หรือ VITEX TRIFOLIA LINN.  ชื่อสามัญ INDICA PRIVET, INDICA WILD PEPER, TREE LEAYED CHASTE TREE. อยู่ในวงศ์ VERBENACEAE เป็นไม้พุ่ม สูง 1-4 เมตร ใบ เป็นใบประกอบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ ออกตรงกันข้าม รูปรีแกมรูปไข่กลับ หน้าใบสีเขียวสด หลังใบมีขนสีเทา
     ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อมีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบเ​​ลี้ยงเป็นรูปถ้วย กลีบดอกเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2
ส่วน ส่วนบน 2 กลีบ ส่วนล่าง 3 กลีบ เป็นสีฟ้าอมม่วง คล้ายดอก ผีเสื้อแสนสวย มีเกสรตัวผู้ 4 อัน ผลกลม มีเมล็ดดอกออกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และตอนกิ่ง มีชื่อเรียกอีกคือ ดินสอ (ภาคกลาง) คนทีสอขาว (ชลบุรี) คนตีสอ (สตูล) โคนดินสอ (จันทบุรี-ภาคกลาง) ดอกสมุทร, ผีเสื้อน้อย (เชียงใหม่) ทีสอ, ผีเสื้อ (เลย) ผีเสื้อน้อย (ภาคเหนือ) มูดเพิ่ง (ตาก) และ สีสอ (ประจวบคีรีขันธ์)
      อีกชนิดหนึ่งคือ คนทีสอทะเล หรือ คนทีสอเครือ มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ VITEX TRIFOLIA LINN.YAR REPENS, VITEX NEQUNDO L. อยู่ในวงศ์เดียวกัน เป็นไม้เลื้อยตามพื้นทรายริมทะเล ดอกสีม่วง ผลเหมือนกัน สรรพคุณทางยา ใบต้นรสเผ็ดร้อน ขับพยาธิ แก้ฟกบวม แก้เสมหะ แก้ลม แก้ริดสีดวงคอ

คนทีสอชนิดแรกมีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวั
พุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ2 แผง ป้าแอ๊ด-คุณขวัญและโครงการ 21 แผง คุณพร้อมพันธุ์ราคาสอบถามกันเองครับ.



โคลงเคลง บำรุงตับและไต
โคลงเคลง
ต้น "โคลงเคลง" มีทั้งที่เป็นพันธุ์พื้นเมืองของไทยและพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกันทุกอย่าง จะแตกต่างกันที่ขนาดของดอกและสีสันของดอกเข้มข้นมากกว่ากัน ซึ่งก็มีผู้อ่านจำนวนมากสงสัยว่ามีสรรพคุณทาง สมุนไพรเหมือนกันหรือไม่  ขอยืนยันว่าใช้ได้เช่นกัน เพียงแต่ในตำรายาแผนไทยนิยมใช้ "โคลงเคลง" ที่เป็นสายพันธุ์พื้นเมืองของไทยเท่านั้น
       โดย ระบุว่า ราก ของ "โคลงเคลง" แบบสดหรือแห้งกะจำนวนตามต้องการต้มกับน้ำจนเดือด ดื่มแทนน้ำชาเป็นประจำ จะช่วยบำรุงตับและไตให้ แข็งแรง เป็นยารักษาโรคตับกับโรคไตสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มมีอาการระยะแรกให้ดีขึ้นและหายได้ นอกจากนั้น ยังเป็นยาบำรุงร่างกายทำให้แข็งแรง บำรุงดี ดับพิษร้อนในกาย บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหารด้วย ดอกยังใช้เป็นยาระงับประสาท ห้ามเลือดในคนที่เป็นริดสีดวงทวารอย่างแรง โดยเอาดอกต้มน้ำดื่มได้ผลระดับหนึ่ง
       โคลงเคลง หรือ MELATOMA VILLOSUM LODD. อยู่ในวงศ์ ME-LASTOMATACEAE เป็นไม้พุ่ม ดอกสีม่วงอมชมพู "ผล" กลมคล้ายลูกข่าง ผลสุกกินได้ รสชาติหวานปนเปรี้ยว มีเมล็ดเยอะ  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง  มีชื่อเรียกอีกคือ  พญารากขาว เอ็นอ้า กะเร มะเร สาเหร่ เหมร เบร้ และ  โคลงเคลงขน  ใครต้องการต้น "โคลงเคลง"   พันธุ์พื้นเมืองของไทยติดต่อ   "คุณพร้อมพันธุ์"   บริเวณโครงการ 21 ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร  ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ  อาจเสาะหาให้ได้ ราคาสอบถามกันเอง